เรื่อง : ธารา บัวคำศรี (ปี 2543)

ณ ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เดือนกุมภาพันธ์ 2543 หนึ่งวันก่อนการประชุม UNCTAD ในกรุงเทพฯ กลุ่มกรีนพีซร่วมกับเครือข่ายปฏิบัติการบาเซลได้เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการพัฒนาซึ่งคือ UNCTAD ยุติการส่งเสริมการส่งออกกากของเสียอันตรายจากประเทศอุตสาหกรรมไปยังประเทศกำลังพัฒนา โดยชี้ให้เห็นถึงกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น กากของเสียที่มีปรอทปนเปื้อนที่ถูกทิ้ง ณ ท่าเรือเมืองสีหนุวิลล์ กัมพูชา ในปี 2541 ซึ่งมีที่มาจากกลุ่มบริษัทฟอร์โมซาพลาสติกในใต้หวัน การรื้อทำลายเรือเดินสมุทรที่หมดอายุในอินเดียและจีน การทิ้งกากของเสียทางการแพทย์จากญี่ปุ่นมายังฟิลิปปินส์ เป็นต้น และเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกาที่นำไปทิ้งในจีนแผ่นดินใหญ่โดยอ้างว่าเป็นการรีไซเคิล

การที่ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาบาเซลเมื่อปี 2540 ดูเหมือนจะเป็นสัญญานว่า เราจะรอดพ้นจากปัญหาการทิ้งกากสารพิษข้ามพรมแดนดังที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียได้ประสบกันมา แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

อุบัติสารเคมีระเบิดครั้งร้ายแรง ณ ท่าเรือคลองเตยในปี 2534 เป็นบทเรียนสำคัญของไทย ขณะเดียวกันก็เป็นกรณีฉาวโฉ่กรณีหนึ่งในบรรดาการค้ากากสารพิษในเอเชีย ผลพวงของการระเบิดของสารเคมีลึกลับเหล่านั้นไม่เพียงแต่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินและสุขภาพอนามัยของประชาชน ยังรวมถึงภาระที่จะต้องจัดการกับกากของเสียที่เหลือซึ่งยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

กรณีการนำเข้ากากของเสียที่ถูกเปิดโปงเมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นถึง การค้าสารพิษซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ดำเนินต่อไป แม้ว่าทั่วโลกจะมีกติการะหว่างประเทศออกมาร่วมกันในการยุติปัญหา การรับมือของหน่วยประสานงานและหน่วยงานที่มีอำนาจตามอนุสัญญาบาเซลที่ยังคงไร้ประสิทธิภาพกลายเป็นคำถามที่สำคัญ อนุสัญญาบาเซลซึ่งตระหนักถึงความเสี่ยงของความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุมาจากของเสียอันตรายและของเสียประเภทอื่น และการเคลื่อนย้ายของเสียเหล่านั้นข้ามพรมแดนนั้นมีข้อยกเว้นที่ทำให้ “ธุรกิจการค้าสารพิษในรูปแบบที่แยบยล” เล็ดลอดผ่านไปได้

ความพยายามของกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายได้ผลักดันให้มีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นโดยออกสารห้ามการขนส่ง (Basel Ban Amendment) และพิธีสารว่าด้วยความรับผิดชอบและการชดใช้ค่าเสียหาย

สารห้ามการขนส่ง (Basel Ban Amendment) เป็นการห้ามการส่งออกกากของเสียจากกลุ่มประเทศความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) สหภาพยุโรป และลิกเตนสไตน์ไปยังประเทศอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาบาเซลเดิมอย่างมาก ในแง่ของการอุดช่องโหว่และเสริมความเข้มแข็ง แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีผลบังคับใช้เนื่องจากต้องมีประเทศภาคีของบาเซลให้สัตยาบันไม่ต่ำกว่า 62 ประเทศ ในขณะที่ปัจจุบันมีเพียง 28 ประเทศ

ปัญหาใหญ่อยู่ที่บทบาทของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม OECD ที่ยังไม่ลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญาบาเซล ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การขัดขวางมิให้เกิดสัตยาบันสารห้ามการขนส่ง สหรัฐอเมริกาใช้ข้อได้เปรียบที่เห็นแก่ตัวดังกล่าวนี้ในการส่งออกกากของเสียไปสู่ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจีนแผ่นดินใหญ่

ตราบเท่าที่ รัฐบาลของแต่ละประเทศมุ่งเน้นการพัฒนาการค้าเสรีระหว่างประเทศ กากของเสียที่เป็นอันตรายย่อมเป็นหนึ่งในสินค้าเหล่านั้น ตราบเท่าที่ยังคงมีการผลักดันขององค์กรระดับโลกเช่น UNCTAD หรือWTO ในการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติและนโยบายการค้าของประเทศต่าง ๆ เช่น การลดอัตราภาษีศุลกากร การยกเลิกระบบจำกัดโควต้าสินค้า หรือหาแนวทางข้อยกเว้นในการค้ากากของเสียที่เป็นพิษ เป็นต้น การค้ากากสารพิษก็ยังคงเป็นธุรกิจข้ามชาติ และถึงแม้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะปรับกลยุทธ์ในการรับมือต่อความแยบยลของการค้ากากสารพิษทั้งในแง่ของกฎหมายและการเข้มงวดเท่าใดก็ตาม เรายังคงเห็นการค้ากากสารพิษยังดำเนินต่อไปด้วยเหตุที่เรามักเชื่อกันว่า แบบแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม การผลิตและการบริโภคของประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าในซีกโลกเหนือเป็นสิ่งที่เราต้องเดินตามอยู่ตลอดเวลา

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading