เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ชายหนุ่มอายุ 22 ปี คนหนึ่ง บ้านเดิมอยู่มะเขือแจ้ ฟากตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ต่อมาได้เป็นเขยบ้านศรีบัวบาน เขาขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อจริง ผมจึงเรียกเขาว่า น้อยอ้าย (หมายถึง ลูกคนโตที่เคยบวชสามเณร) ด้วยวุฒิการศึกษา ม.6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลำพูน เขาสมัครทำงานบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเขตส่งออกของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม 2533 จากลูกหลานชาวนา น้อยอ้ายแปรสภาพเป็นแรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มาแรง “อิเล็กทรอนิกส์”

เขาทำงานในแผนกวัตถุดิบ ขั้นตอนเริ่มต้นการผลิตอลูมินาเซรามิคส์ให้เป็นฐานของแผ่นวงจรไฟฟ้า ส่งต่อให้โรงงานอื่นๆ ในนิคมฯ และส่งออกตามออเดอร์ของบริษัทญี่ปุ่น งานที่น้อยอ้ายทำอยู่เบื้องหลังป้ายชื่อ “เมดอินแจแปน”

ค่าจ้างวันละ 136 บาท ทำงานกะกลางวัน 10 วัน สลับกับงานกะกลางคืน 10 วัน หมุนเวียนกันไปโดยหยุด 1 วันทำโอทีสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 3 ชั่วโมง คือจังหวะชีวิตของน้อยอ้ายและเพื่อนคนงานอีก 5 คน ในแผนกเดียวกัน

นอกจากตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรทุกๆ 2 ชั่วโมง น้อยอ้ายต้องผสมสารต่างๆ คือ ผงอลูมินา กลีเซอรีน เซรามิซอล เซลูน่า น้ำบริสุทธิ์และแผ่นอลูนาเซรามิคส์(ที่เสียและนำมาบด) ลงในเครื่องผสม ส่วนผสมจะผ่านเครื่องอัดรีดเป็นแผ่น ผ่านตู้อบอุณหภูมิสูง เข้าเครื่องตัดและเครื่องม้วนก่อนส่งให้แผนกอื่นในโรงงาน เขาอธิบายสภาพการทำงาน “ทุกครั้งที่มีการผสม บรรยากาศในห้องทำงานจะมีฝุ่นเต็มไปหมด เครื่องจักรก็มีเสียงดังตลอดเวลา ถึงแม้โรงงานจะแจกผ้าปิดจมูกและอุดหู ก็เอาไม่อยู่”

น้อยอ้ายเล่าต่อว่าต้นปี 2538 เป็นต้นมา เครื่องผสมวัตถุดิบไม่ทำงาน จึงใช้พนักงานผสมเอง ตามเนื้อตามตัวจึงเต็มไปด้วยฝุ่นและรู้สึกระคายตามผิวหนัง ทว่า การเจ็บป่วยของเขาเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2537 แล้ว น้อยอ้ายมีอาการปวดหัว ปวดตามแขนขา บางครั้งชาตามปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง เป็นๆ หายๆ และกินแต่ยาพาราเซตามอล เคยไปหาหมอที่คลินิกในเมืองหลายครั้ง แต่อาการยังเหมือนเดิม เขาพูดเปรยกับผม “สารพิษมีจริง อยากลาออก แต่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี”

เด็กสาวอายุ 21 ปี คนหนึ่ง อยู่บ้านศรีบัวบาน ตั้งอยู่ด้านใต้ของนิคมอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทเดียวกับน้อยอ้าย พูดถึงสภาพการทำงานในแผนกพั๊นชิ่งและชินเนอริ่ง เธอบอกว่า เริ่มงานแปดโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น ทำโอทีต่อ 5 ชั่วโมง ถ้างานมาก บริษัทจะให้ทำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ได้กลับบ้านตอนตีหนึ่ง แผนกพั๊นชิ่งมีหน้าที่นำชิ้นงานที่เรียกว่ากรีนชีท มาปัดฝุ่น มือซ้ายถือชิ้นงาน มือขวาปัดฝุ่น แต่ละวันจะมีฝุ่นเกาะตามแขนขาเสื้อผ้า ส่วนแผนกชินนาริ่ง เธอทำงานที่เรียกว่า Red Check โดยนำแผ่นกรีนชีท ที่เผาแล้วมาตรวจรอยร้าวด้วยการแช่ลงในน้ำยาสีแดงที่มีส่วนผสมของโซดาไฟ ฟินอฟทาลีน และน้ำ

“น้ำยาร้อนมากและมีกลิ่นฉุน ถึงจะสวมถุงมือยาง มือก็ยังลอกแตก เวลาสูดกลิ่นน้ำยาเข้าไปมากๆ จะปวดหัว” เธอบอก เช่นเดียวกับน้อยอ้าย เธอทำงานได้ 1 ปี เริ่มมีอาการปวดหัวและอ่อนเพลียมือไม่มีแรง อาการปวดหัวรุนแรงมากต้องไปหาหมอในเมืองลำพูน หมอฉีดยาและให้ยามากิน แต่ไม่แจ้งว่าอาการป่วยเกิดจากอะไร จนกระทั่งน้อยอ้ายและเธอเดินทางไปตรวจร่างกายที่กรุงเทพฯ

“ทั้งสองคนเป็นโรคพิษอลูมินาเรื้อรังจากการทำงาน มีประวัติการสัมผัสอลูมิเนียมในงานผลิตและตรวจพบอลูมิเนียมในร่างกายเกินกว่าค่าที่ยอมรับได้” พญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุล แห่งโรงพยาบาลราชวิถี ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของคนทั้งสองให้คำตอบที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อผมพยายามสืบเสาะเรื่องราว

คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยุคนี้คืออุตสาหกรรมไฮเทค เกี่ยวข้องกับสารเคมีและปิโตรเคมี การเกิดโรคจะเร็วกว่าอุตสาหกรรมยุคก่อน โรคจากฝุ่นใช้เวลา 10 ปี แต่โลหะหนัก สัมผัสเพียง 2-3 ปี ก็เกิดโรคแล้ว ยิ่งสัมผัสมากยิ่งมีอาการเร็วมาก อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ หลอกคนงานให้เข้าใจว่าสะอาด ให้ทำงานติดต่อกันนานๆ ให้มีความรับผิดชอบสูง ทำโอที คนงานอิเล็กทรอนิกส์ทำงานเบา ดังนั้น ช่วงแรกๆ บางคนทำถึงสองกะ จึงสัมผัสสารเคมีและตายเร็ว

การศึกษาในปี 2522 และ 2524 ในสหรัฐอเมริกา พบอาการหอบหืดในกลุ่มคนงานอิเล็กทรอนิกส์ สารที่ทำให้เกิดอาการนี้คือ โคโลโฟนี (Colophony) เป็นยางชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเชื่อมโลหะ

คุณหมอสมชาย วงศ์เจริญยง แห่งโรงพยาบาลปาดังเบซาร์ เคยเขียนไว้ว่า ความสะอาดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นภาพพจน์ภายนอก ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากให้มีเพราะเห็นว่าไม่ส่งกลิ่นเหม็นและเข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก มีแก๊สหลายชนิด โลหะหนักกว่า 40 ชนิด กรด-ต่าง เรซินและอีพอกซี สารจำพวกโพลิเมอร์และสารทำละลายมากกว่า 50 ชนิด สารเหล่านี้ บ้างเป็นสารก่อมะเร็ง บ้างทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แท้งลูก บ้างเป็นสารที่มีความรุนแรงในการทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกสูงมาก บ้างเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ

ข้อมูลจากสถิติกองทุนเงินทดแทนของคนงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2523 – 2527 ย้ำสถานการณ์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนงานในอุตสาหกรรมเซมิคคอนดักเตอร์มีอุบัติการณ์ความเจ็บป่วยโดยเฉพาะจากสารพิษสูงมากกว่าอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง เหล็ก ปิโตรเคมี และอัตราความเจ็บป่วยเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ

อุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ไม่สะอาดและปลอดภัยเหมือนภาพพจน์ที่ประชาสัมพันธ์ไว้ โรบิน เบกเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการอาชีวอนามัยแรงงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ เธอเติบโตที่ซิลิกอนวัลเลย์ รับเชิญมาบรรยายในการประชุมว่าด้วยสุขภาพและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองปิตาลิงจายา มาเลเชีย เมื่อเดือนธันวาคม 2535 “จากการทำงานกับกลุ่มคนท้องถิ่น กลุ่มรณรงค์และสหภาพแรงงานในซิลิกอนวัลเล่ย์ เราพบว่า ในห้องคลีนรูมของโรงงานซึ่งมีระดับฝุ่นน้อยกว่า 100 เท่าของระดับฝุ่นในโรงพยาบาลทันสมัย ถูกออกแบบไว้เพื่อป้องกันความเสียหายของไมโครชิป โรงงานไม่เห็นความจำเป็นที่ป้องกันคนงานการสัมผัสสารเคมีนานาชนิดในกระบวนการผลิตเอาเสียเลย”

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีจำนวน 16 โรงงาน ทั้งหมดเป็นของบรรษัทข้ามชาติในเขตส่งออกซึ่งมีเนื้อที่รวม 808 ไร่ ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ภายใต้กระบวนการผลิตและขั้นตอนต่างๆ เช่น ดีเลย์-ไลน์ ฐานแผ่นวงจรไฟฟ้า ตัวกรองสัญญานความถี่ ตัวกำเนิดสัญญานเสียง ตัวต้านทางไฟฟ้าปรับค่าได้ ตัวเก็บประจุแบบเซรามิค ผลึกควอทช์ประกอบตัวไอซี เป็นต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคำถามถึงความปลอดภัยและการเจ็บป่วยล้มตายของคนงาน แต่ไร้คำตอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการผลิตและวัตถุดิบถูกปกปิดเป็นความลับเนื่องจากการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การวิจัยด้านอาชีวอนามัยมีน้อย

ผมได้ยินมาว่า ในมาเลเซียซึ่งอุตสาหกรรมนี้เริ่มมาก่อนไทยตั้งแต่ปี 2510 คณะทำงานด้านแรงงานยังยอมรับว่า จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยสุขภาพและความปลอดภัยที่เป็นอิสระทั้งหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรอื่นๆ ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาในโรงงาน

เช่นเดียวกับไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางยกระดับสุขภาพพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือในเดือนพฤษภาคม 2537 กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานไม่ยินยอมให้คณะทำงานทีมที่ศึกษาข้อมูลการป่วย – ตายและสาเหตุย้อนหลัง 3 ปี เข้าตรวจสอบ โดยอ้างว่าคณะทำงานไม่มีความเป็นกลาง

ฝุ่นควันสีขาวคลี่คลุมบรรยากาศเหนือโรงงาน ควันสีดำจากเตาเผาขยะลอยเป็นสาย “สาธารณชนต้องตรวจสอบเทคโนโลยี” ผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่เราจะเริ่มต้อนจากที่ไหนดี

อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียน ”คลื่นลูกที่สาม” มองโลกในศตวรรษที่ 21 ในแง่ดีว่าจะไม่มีภาพของกรรมกรถูกดขี่และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย “…โรงงาน โรงงานจงเจริญ ทุกวันนี้ แม้จะยังมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ กันต่อไป แต่อารยธรรมที่ทำให้โรงงานเป็นพระเจ้านั้นกำลังดับสลาย มีหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางผ่านความมืดแห่งรัตติกาลเข้าสู่อารยธรรมคลื่นลูกที่สามที่เกิดใหม่ นับแต่นี้ไป…”

หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ทอฟเลอร์พูดถึงนั้นคงจะไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่ขายแรงงานให้กับบรรษัทข้ามชาติในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อย่างแน่นอน

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading