คาดประมาณการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ในช่วงปลายยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย เมื่อธารน้ำแข็งหนาเป็นไมล์ที่กดทับบนพื้นผิวดินแล้วละลาย บางส่วนของนิวอิงแลนด์และแคนาดาตะวันออกจมอยู่ใต้น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งถูกน้ำท่วมและก่อตัวเป็นแอ่งทะเลภายใน เช่น ทะเลแชมเพลน อีกหมื่นปีต่อมา เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์กำลังรวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น เป้าหมายคือเพื่อคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเมื่อใด ที่ไหน และเท่าใดในอีกทศวรรษและศตวรรษต่อไป เป็นชุดการคำนวณซึ่งขึ้นต่อกันและกันที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ Anders Carlson นักภูมิอากาศบรรพกาลวิทยา (Paleoclimatologist) จาก Oregon Glaciers Institute กล่าวว่า “ผู้คนมักคิดว่าระดับน้ำทะเลเปรียบเสมือนอ่างอาบน้ำที่มีระดับน้ำขึ้นลงขึ้นอยู่กับน้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำ ในความเป็นจริง คือเหมือนกับอ่างน้ำวนที่เปลี่ยนรูปร่าง เลื่อนขึ้นและลง และมีน้ำไหลเข้าและออกจากท่อระบายน้ำต่างๆ และด้านข้าง ในที่สุดน้ำจะไหลผ่านขอบอ่างบริเวณใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างหลากหลาย ยากที่จะบอกว่าน้ำจะล้นไปถึงไหน” แม้จะมีความสลับซับซ้อน แต่ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์มีเพิ่มขึ้นอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมาถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดระดับน้ำทะเล เช่นเดียวกับการวัดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในอดีตและการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต “เราสามารถบอกคุณได้ว่ามหาสมุทรอุ่นขึ้นมากเพียงใดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีพื้นที่ที่มีน้ำเข้าไปแทนในปริมาณเท่าใด เรามีดาวเทียมและเครื่องมืออื่นๆ ที่วัดและสังเกตการณ์ได้” เบ็น แฮมลิงตัน หัวหน้าทีมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลของ NASA กล่าว “ปัจจัยอื่นๆ หลายประการที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลก็เช่นเดียวกัน เช่น มวลของมหาสมุทร ความเค็ม และปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้บนบก” ฐานองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings