ในช่วงปลายยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย เมื่อธารน้ำแข็งหนาเป็นไมล์ที่กดทับบนพื้นผิวดินแล้วละลาย บางส่วนของนิวอิงแลนด์และแคนาดาตะวันออกจมอยู่ใต้น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งถูกน้ำท่วมและก่อตัวเป็นแอ่งทะเลภายใน เช่น ทะเลแชมเพลน

อีกหมื่นปีต่อมา เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์กำลังรวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น เป้าหมายคือเพื่อคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเมื่อใด ที่ไหน และเท่าใดในอีกทศวรรษและศตวรรษต่อไป เป็นชุดการคำนวณซึ่งขึ้นต่อกันและกันที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ

Anders Carlson นักภูมิอากาศบรรพกาลวิทยา (Paleoclimatologist) จาก Oregon Glaciers Institute กล่าวว่า “ผู้คนมักคิดว่าระดับน้ำทะเลเปรียบเสมือนอ่างอาบน้ำที่มีระดับน้ำขึ้นลงขึ้นอยู่กับน้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำ ในความเป็นจริง คือเหมือนกับอ่างน้ำวนที่เปลี่ยนรูปร่าง เลื่อนขึ้นและลง และมีน้ำไหลเข้าและออกจากท่อระบายน้ำต่างๆ และด้านข้าง ในที่สุดน้ำจะไหลผ่านขอบอ่างบริเวณใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างหลากหลาย ยากที่จะบอกว่าน้ำจะล้นไปถึงไหน”

แม้จะมีความสลับซับซ้อน แต่ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์มีเพิ่มขึ้นอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมาถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดระดับน้ำทะเล เช่นเดียวกับการวัดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในอดีตและการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“เราสามารถบอกคุณได้ว่ามหาสมุทรอุ่นขึ้นมากเพียงใดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีพื้นที่ที่มีน้ำเข้าไปแทนในปริมาณเท่าใด เรามีดาวเทียมและเครื่องมืออื่นๆ ที่วัดและสังเกตการณ์ได้” เบ็น แฮมลิงตัน หัวหน้าทีมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลของ NASA กล่าว “ปัจจัยอื่นๆ หลายประการที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลก็เช่นเดียวกัน เช่น มวลของมหาสมุทร ความเค็ม และปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้บนบก”

ฐานองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ได้ตีพิมพ์ถึงการคาดการณ์ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลด้วยระดับความเชื่อมั่นที่มากขึ้น รายงานในปี 2562 IPCC คาดการณ์ว่า (กราฟด้านบนสุด) การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกจะอยู่ที่ 0.6-1.1 เมตร(1-3 ฟุต) ภายในปี 2643 (หรือ 15 มิลลิเมตรต่อปี) หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอยู่ในอัตราที่สูง (RCP8.5) ภายในปี 2954 ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 5 เมตร ภายใต้ภาพฉายอนาคตในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากประเทศต่างๆ ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก(RCP2.6) IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 0.3-0.6 เมตร ภายในปี 2643

ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่ที่เรียกว่า Representative Concentration Pathway หรือวิถีความเข้มข้นตัวอย่าง ได้ถูกรวบรวมและพัฒนาเพื่อใช้ในรายงานการประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC (The Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ AR5) ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่นี้ มี 4 ภาพฉาย ได้แก่ ภาพฉายที่ไม่พิจารณาการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 1 ภาพฉาย และพิจารณาการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่แตกต่างกันจำนวน 3 ภาพฉาย โดยชื่อแต่ละภาพฉายเขียนแทนด้วย RCP และตามด้วยตัวเลขที่แสดงถึงแรงบังคับการแผ่รังสีโดยประมาณในปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643)  มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร โดยภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่นี้ ใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศสำหรับจำลองภาพการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตเพื่อศึกษาผลกระทบและความเปราะบางที่อาจเกิดขึ้นได้

ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลมีผลต่อพื้นที่ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ปัจจัยต่างๆ เช่น การที่แผ่นดินยกตัวขึ้นหรือทรุดตัวลง อันเนื่องมาจากรอยแยกของเปลือกโลกและกิจกรรมของมนุษย์ ; ความผิดปกติของแรงโน้มถ่วง ที่อาจส่งผลให้มีส่วนที่นูนขึ้นและส่วนที่เว้าลงของผิวทะเล ; ความแตกต่างของอุณหภูมิและความเต็มของน้ำทะเล ; การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บบนแผ่นดิน ; กระบวนการปรับเปลี่ยนของพื้นผิวโลกอันเนื่องมาจากการเคลื่อนตัว การสูญเสียและการเพิ่มเติมของมวลน้ำแข็งบนแผ่นดิน และการเปลี่ยนแปลงของการพังทลายของดินและปริมาณตะกอนที่พัดพาโดยกระแสน้ำไปยังชายฝั่งทะเล

พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้นเป็นประเด็นที่สลับซับซ้อนและเป็นผลสืบเนื่องต่อกันและกันที่เฉพาะเจาะจง ผู้คนหลายสิบล้านคนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั่วโลก (เช่น ปากแม่น้ำกฤษณะของอินเดียที่แสดงด้านบน) และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำหลายแห่งกำลังทรุดตัวลง(จมลง) ซึ่งมักมีอัตราการทรุดตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การทรุดตัวเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น การตกตะกอนตามธรรมชาติ การสูบน้ำบาดาลและการขุดเจาะน้ำมัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างอาคาร การสร้างเขื่อนในตอนบนของลุ่มน้ำและการจัดการที่ดินอาจทำให้พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขาดดินตะกอนที่จำเป็นในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

แต่เป็นการยากที่จะคาดเดารูปแบบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์—และการทรุดตัวของพื้นดิน—ในทศวรรษหรือหลายศตวรรษนับจากนี้ การคาดการณ์ IPCC จำนวนมากไม่ได้พยายามรวมการประมาณการการทรุดตัวนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความไม่แน่นอนในการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตและพฤติกรรมของมนุษย์ และเนื่องจากไม่มีข้อมูลขนาดใหญ่ที่พร้อมใช้งานเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของพื้นดินในแนวตั้งเพื่อป้อนเข้าไปในแบบจำลองการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ข้อมูลการเคลื่อนตัวของแผ่นดินในปัจจุบันจะไม่ขาดแคลนอันเนื่องมาจากการเปิดตัวภารกิจ NASA-ISRO Synthetic Aperture Radar (NISAR) ในปี 2565 เรดาร์จะทำการวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินรายวัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระดับน้ำทะเล เช่น Manoochehr Shirzaei แห่งเวอร์จิเนียเทคกล่าวว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงที่สำคัญในการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในระดับภูมิภาค

ในทำนองเดียวกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ที่จมลงอย่างรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของตะกอนและพืชพรรณส่งผลต่อพื้นที่อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมในแคมเปญ Delta-X ของ NASA ได้รวบรวมข้อมูลหลายประเภทเพื่อพัฒนาและปรับเทียบแบบจำลองว่าพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอาจตอบสนองต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในศตวรรษหน้าได้อย่างไร

การทรุดตัวของแผ่นดินจากกิจกรรมของมนุษย์และอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นสัญญาณแจ้งเหตุร้ายสำหรับเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำหลายแห่ง” เชอร์ไซกล่าว “สถานที่ต่างๆ เช่น นิวออร์ลีนส์ กัลกัตตา ย่างกุ้ง กรุงเทพมหานคร โฮจิมินห์ และจาการ์ตาจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากน้ำท่วมและการรุกของน้ำเค็มอย่างไม่ต้องสงสัย”

ถึงกระนั้น ภาพระยะยาว—อีกหลายร้อยปีข้างหน้า—ไม่น่าจะชัดเจนอย่างสมบูรณ์ “เมื่อคุณนึกถึงผลกระทบในอนาคตของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล คุณต้องพิจารณาด้วยว่าผู้คนจะทำอะไรเพื่อรับมือ” แฮมลิงตันกล่าว บางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ได้สร้างกำแพงทะเลและระบบควบคุมน้ำที่ซับซ้อนแล้ว ที่ปกป้องสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีความเสี่ยง เช่น แม่น้ำไรน์และแซคราเมนโต-ซาน โจอาควิน พวกเขามีแนวโน้มที่จะสร้างเสริมระบบเหล่านี้ต่อไปเมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอื่น ๆ เช่น กฤษณะ (ด้านบน) หรือคงคาในอินเดีย เจ้าพระยาในประเทศไทย และ แม่น้ำโขงในเวียดนาม การป้องกันชายฝั่งยังจำกัดอยู่มาก

“เหตุผลที่ผู้คนในชุมชนวิทยาศาสตร์กำลังทำงานอย่างหนักในการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในระดับภูมิภาคก็คือ หากเราทำให้ถูกต้อง ก็จะเปิดโอกาสให้เมืองและประเทศต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมรับมือ” แฮมลิงตันกล่าว “แม้ว่าการคาดการณ์ในระยะยาวอาจจะมีความไม่แน่นอน แต่ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่ปิดช่องว่างความแตกต่างระหว่างพื้นที่ที่สามารถรับมือกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลได้สำเร็จและพื้นที่ที่เผชิญกับผลกระทบมากที่สุด”

แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and sea level rise projections courtesy of Benjamin Hamlington/NASA/JPL-Caltech. Story by Adam Voiland.

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading