Taragraphies — Header Component

รัฐบาลทรัมป์เร่งผลักดันการขายเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้ซาอุดีอาระเบีย — แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เรียบเรียงจาก https://thebulletin.org/2019/04/the-trump-administration-is-eager-to-sell-nuclear-reactors-to-saudi-arabia-but-why/ เขียนโดย Aileen Murphy, M.V. Ramana | April 16, 2019 เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังผลักดันข้อตกลงขายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับซาอุดีอาระเบีย เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2562 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐมนตรีพลังงาน ริก เพอร์รี ได้อนุมัติเอกสารลับ 6 ฉบับ ให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุฯ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา รายงานของ Reuters อ้างอิงจากรายงานชั่วคราวของคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ส.ส. เอลียาห์ คัมมิงส์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่ามีผู้เปิดโปงภายในเตือนว่า ทำเนียบขาวพยายามเร่งผลักดันการถ่ายโอนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเร่งด่วน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุฯ ที่ดูเหมือนจะอยู่ระหว่างการเจรจา บางคนถึงกับหมดหวังกับแนวคิดในการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่อ่อนไหวเช่นนี้ให้กับระบอบการปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนักข่าวชาวซาอุฯ ที่พำนักอยู่ในสหรัฐอย่างโหดเหี้ยม และยังเป็นผู้นำสงครามนองเลือดในเยเมน ซาอุดีอาระเบียพยายามให้เหตุผลต่อโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของตนว่าเป็นแนวทางในการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งจากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ราชอาณาจักรสามารถขายน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกได้มากขึ้น แทนที่จะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ แต่สำหรับซาอุดีอาระเบียซึ่งมีแสงแดดแรงตลอดปี ทางเลือกที่ทั้งประหยัดและสมเหตุสมผลยิ่งกว่าคือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน และสามารถลดการใช้ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings