Taragraphies — Header Component

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : สารปรอท

อุตสาหกรรมถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสารปรอทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ด้วยมีปริมาณสารปรอทถึง 2,190 ตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี กว่าครึ่งนั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินได้ปลดปล่อยสารปรอทจำนวนมากสู่บรรยากาศจากปรอทที่อยู่ในถ่านหิน สารปรอทนี้ในที่สุดจะตกไปสู่แม่น้ำ ลำธารและทะเลสาบจากการตกของน้ำฟ้า(ฝนและหิมะ)ฝุ่นละอองหรือจากแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อตกไปในแหล่งน้ำ มันจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากสาหร่ายและคืบคลานไปสู่ฝูงปลา หลังจากนั้นก็เป็นนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ความเข้มข้นของสารปรอทจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามระดับห่วงโซ่อาหารที่สูงขึ้น สารปรอทสามารถทำร้ายมนุษย์ได้หรือไม่? คำตอบคือได้ สารปรอทนั้นเป็นสารพิษที่ก่อกวนระบบประสาท(Neurotoxin) ที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่สมอง สูญเสียการมองเห็น ลมชักและปัญหาอื่นอีกมากมาย การสัมผัสสารปรอทมักมาจากการกินปลาที่ปนเปื้อน ในสหรัฐอเมริการ้อยละ 8 ของผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์มีสารปรอทในเลือดของตนมากกว่าระดับที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) กำหนดว่าปลอดภัย นี่ส่งผลให้เด็ก 410,000 คนที่เกิดมาในแต่ละปีได้รับสารปรอทในระดับที่เป็นอันตรายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ —————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การเดินทางผ่านมณฑลซานซี

มณฑลซานซีตั้งอยู่ตรงใจกลางของจีน เป็นจังหวัดที่ผลิตถ่านหินมากที่สุดในประเทศ ที่ซึ่งมีถ่านหินจำนวนหนึ่งในสามของปริมาณทั้งหมด ทุกวัน รถบรรทุกจำนวนนับไม่ถ้วนขนส่ง “ทองคำดำ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงโรงงานในจีนซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจให้ทำงานต่อไปได้ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ กล่าวคือถ่านหินได้สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจีนเป็นอย่างมาก แต่การพึ่งพิงถ่านหินนี้ย่อมมีผลลัพธ์ตามมา อย่างไรก็ตามการเดินทางสู่มณฑลซานซีได้เปิดเผยถึงร่องรอยการทำลายล้างที่ถ่านหินเหล่านั้นทิ้งเอาไว้ ต้าถง–“เมืองหลวงแห่งถ่านหิน” ประวัติศาสตร์ ณ หุบเหวแห่งความหายนะ เมืองต้าถงทางตอนเหนือของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่ได้รับทั้งผลประโยชน์และความทุกข์ทรมานจากถ่านหิน ถ่านหินคุณภาพสูงจำนวนมากที่เก็บไว้ได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่พื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่นำความตกต่ำมาด้วยเช่นกัน การตักตวงผลประโยชน์ขนาดใหญ่อย่างหนักหน่วง หมายความว่าถ่านหินที่เคยมีอยู่มากมายนั้นจวนเจียนจะหมดลง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือจำนวนของผู้ว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อความอยู่รอดของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานและพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกอย่างถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes) อีกด้วย ถ้ำผาหยุนกังเป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่นับย้อนไปได้มากกว่า 1,500 ปี หินสลักและศิลปะถ้ำทางพุทธศาสนาที่ถูกเก็บรักษาไว้นี้ก็ยังหาค่ามิได้อีกด้วย แต่นับตั้งแต่ปี 2541 มีการสร้างทางหลวงของรัฐหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งถ่านหินซึ่งห่างจากพื้นที่ด้านหน้าของผาหยุนกังไปแค่ไม่เกิน 350 เมตรเท่านั้น รถขนถ่านหินจำนวนมากจะแล่นผ่านถนนสายนี้ มีรถบรรทุกจำนวนมากถึง 16,000 คันต่อวัน ฝุ่นผงที่ฝุ้งกระจายจากรถบรรทุกจะค่อยๆ ตกไปสะสมอยู่บนพื้นผิวของหินสลักเหล่านั้นและก่อให้เกิดฝุ่นเคลือบผิวหินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด สิ่งนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมากแก่ถ้ำผาหยุนกังเนื่องจากหินสลักเหล่านั้นเชื่อมต่อกับแนวหินทรายของถ้ำที่เป็นแคลเซียมซึ่งจะเกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากอยู่ในสภาวะที่เป็นกรด ปัจจุบันพื้นผิวของหินสลักส่วนมากนั้นพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเพียงแค่ถูกสัมผัสเบาๆ ดร.หวง จีหง (Huang Jizhong) เลขาธิการประจำสถาบันวิจัยถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes Research […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บทนำ

การเผาไหม้ถ่านหินเป็นกิจกรรมที่มีมาเป็นเวลานับหลายศตวรรษ โดยปรากฏหลักฐานบันทึกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1100s การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้เข้ามาขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาโดยเริ่มจากอังกฤษเป็นประเทศแรกและส่วนอื่นๆ ของโลกในเวลาต่อมา ในสหรัฐอเมริกา โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกที่มีชื่อว่าเพิร์ลสตรีท(Pearl Street Station) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตอนล่างของแม่น้ำอีสต์(East River) ในมหานครนิวยอร์กได้เปิดดำเนินการในเดือนกันยายน 2423 หลังจากนั้นไม่นาน ถ่านหินก็ได้กลายมาเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ใช้ป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าทั่วโลก ปัจจุบัน ถ่านหินถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก อย่างไรก็ดี การเผาไหม้ถ่านหินถือเป็นหนึ่งในวิธีการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นอันตรายมากที่สุดในโลก โดยก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชนตลอดจนชุมชนทั่วโลก ทว่าอุตสาหกรรมถ่านหินก็ไม่ได้ออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่ก่อขึ้น หากแต่เป็นโลกทั้งโลกที่ต้องร่วมกันรับผลกระทบเหล่านั้น รายงานต้นทุนจริงของถ่านหินฉบับนี้จะตีแผ่ให้เห็นถึงและทำการประเมินในเชิงปริมาณของผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหินมีต่อผู้คนและสภาพแวดล้อมทั่วโลก ความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมหมายถึงการใช้ถ่านหินมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและอยู่ในอัตราที่น่าตกใจ โดยในช่วงระหว่างปี 2542 ถึงปี 2549 ปริมาณการใช้ถ่านหินทั่วโลกถีบตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในอนาคตอันใกล้นี้ก็คาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับเดียวกัน หากยังไม่มีการลดการพึ่งพาการใช้ถ่านหินซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุดลงไป —————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings