มณฑลซานซีตั้งอยู่ตรงใจกลางของจีน เป็นจังหวัดที่ผลิตถ่านหินมากที่สุดในประเทศ ที่ซึ่งมีถ่านหินจำนวนหนึ่งในสามของปริมาณทั้งหมด ทุกวัน รถบรรทุกจำนวนนับไม่ถ้วนขนส่ง “ทองคำดำ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงโรงงานในจีนซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจให้ทำงานต่อไปได้ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ กล่าวคือถ่านหินได้สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจีนเป็นอย่างมาก แต่การพึ่งพิงถ่านหินนี้ย่อมมีผลลัพธ์ตามมา อย่างไรก็ตามการเดินทางสู่มณฑลซานซีได้เปิดเผยถึงร่องรอยการทำลายล้างที่ถ่านหินเหล่านั้นทิ้งเอาไว้

ต้าถง–“เมืองหลวงแห่งถ่านหิน”

ประวัติศาสตร์ ณ หุบเหวแห่งความหายนะ

เมืองต้าถงทางตอนเหนือของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่ได้รับทั้งผลประโยชน์และความทุกข์ทรมานจากถ่านหิน ถ่านหินคุณภาพสูงจำนวนมากที่เก็บไว้ได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่พื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่นำความตกต่ำมาด้วยเช่นกัน การตักตวงผลประโยชน์ขนาดใหญ่อย่างหนักหน่วง หมายความว่าถ่านหินที่เคยมีอยู่มากมายนั้นจวนเจียนจะหมดลง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือจำนวนของผู้ว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อความอยู่รอดของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานและพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกอย่างถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes) อีกด้วย

ถ้ำผาหยุนกังเป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่นับย้อนไปได้มากกว่า 1,500 ปี หินสลักและศิลปะถ้ำทางพุทธศาสนาที่ถูกเก็บรักษาไว้นี้ก็ยังหาค่ามิได้อีกด้วย แต่นับตั้งแต่ปี 2541 มีการสร้างทางหลวงของรัฐหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งถ่านหินซึ่งห่างจากพื้นที่ด้านหน้าของผาหยุนกังไปแค่ไม่เกิน 350 เมตรเท่านั้น

รถขนถ่านหินจำนวนมากจะแล่นผ่านถนนสายนี้ มีรถบรรทุกจำนวนมากถึง 16,000 คันต่อวัน ฝุ่นผงที่ฝุ้งกระจายจากรถบรรทุกจะค่อยๆ ตกไปสะสมอยู่บนพื้นผิวของหินสลักเหล่านั้นและก่อให้เกิดฝุ่นเคลือบผิวหินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด สิ่งนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมากแก่ถ้ำผาหยุนกังเนื่องจากหินสลักเหล่านั้นเชื่อมต่อกับแนวหินทรายของถ้ำที่เป็นแคลเซียมซึ่งจะเกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากอยู่ในสภาวะที่เป็นกรด ปัจจุบันพื้นผิวของหินสลักส่วนมากนั้นพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเพียงแค่ถูกสัมผัสเบาๆ

ดร.หวง จีหง (Huang Jizhong) เลขาธิการประจำสถาบันวิจัยถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes Research Institute) ผู้ทำงานในพื้นที่มามากกว่ายี่สิบปี พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องผาหินแห่งนี้ เขารู้สึกเสียใจมากที่งานศิลปะที่ล้ำค่ากำลังจะถูกสังเวยให้กับมลพิษจากอุตสาหกรรม ด้วยฝุ่นผงที่เกาะเป็นชั้นหนาบนผิวหินสลักทำให้ผู้คนมักถามอยู่เสมอว่าทำไมทางสถาบันถึงไม่ทำการฟื้นฟูโบราณสถานแห่งนี้เสีย

ดร. หวง ตอบว่า “เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบนพื้นผิวที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ฝุ่นผงที่ปกคลุมอยู่นั้นบางส่วนเป็นฝุ่นผงที่มาจากถ่านหิน อีกส่วนเป็นผลผลิตมาจากสภาพถูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อหินทราย ถึงแม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือในการทำความสะอาดที่ละเอียดอ่อนแค่ไหนมันก็ยังจะส่งผลต่อหินสลักอยู่ดี สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการคิดหาวิธีที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยืดอายุของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้โดยไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบ”

เสี่ยวยี่–เมืองแห่ง“ภูเขาสีเทา น้ำสีดำและควันสีเหลือง”

น้ำเสีย

เมืองเสี่ยวยี่ถูกจัดลำดับให้เป็นเมืองติดอันดับหนึ่งในสิบของพื้นที่การผลิตถ่านหินมากที่สุดเมืองหนึ่งในมณฑลซานซี  ทว่าการทำเหมืองถ่านหิน กระบวนการและการเผาไหม้ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพและความเป็นอยู่อันดีของผู้อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมโดยรอบ   เมื่อขับรถเข้าไปในเมืองก็สามารถมองเห็นปล่องควันไฟของโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างชัดเจน ปล่องเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นไปบนอากาศและปล่อยควันพิษออกมา  พื้นที่รอบข้างถนนต้องกลายเป็นแหล่งรองรับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำในลำธารใกล้เคียงกลายเป็นสีเหลือง-ดำ โคลนจากถ่านหินกองใหญ่เกลื่อนกลาดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ซึ่งคนเลี้ยงแกะจะพาฝูงแกะของตนมาเล็มหญ้าในบริเวณนั้น คนเลี้ยงแกะในพื้นที่คนหนึ่งได้บรรยายความรู้สึกโกรธแค้นและอับจนหนทางของเขาให้เราฟัง:

“เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำถึงได้เป็นอย่างนี้ทุกวัน สกปรกเกินไป ดำไปหมด ผมบอกไม่ได้ว่ามันเป็นมลพิษแบบไหน แต่ถ้าคุณเอาน้ำจากที่นี่ ไปรดลงบนพื้นล่ะก็จะปลูกพืชอะไรไม่ได้ ถ้าเอาน้ำนี้ไปรดพืชผลครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็ มันจะตายหมด ความสูญเสียของเรายิ่งใหญ่มาก ผมพยายามห้ามไม่ให้แกะของผมกินน้ำจากที่นี่เพราะมันเป็นน้ำมีพิษที่เกิดมาจากโรงไฟฟ้าฯ นั่น ถ้าพวกมันกินเข้าไป พวกมันจะป่วย ผมใช้น้ำบาดาลในหมู่บ้านและพวกแกะก็ด้วยเช่นกัน”

ถึงแม้ว่าน้ำบาดาลของหมู่บ้านจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ แต่ขณะนี้ทางหมู่บ้านกำลังทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนน้ำ “นี่เป็นความผิดของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั่น มันสูบเอาน้ำไปใช้ เราเคยมีน้ำบาดาลที่อยู่ใต้หมู่บ้านของเราไว้ใช้มากมาย แต่ตอนนี้ น้ำมีอยู่น้อยเกินไป”

เมื่อถามถึงโคลนจากถ่านหินที่กองทับถมมากขึ้นอยู่บนรอบข้างพื้นถนน เขาตอบว่าสิ่งนี้มาจากฝุ่นผงถ่านหินที่ถูกปล่อยทิ้งออกมาจากโรงงาน “มันมีสีดำและกระจายไป ทั่ว…ฝุ่นผงและก๊าซที่ลอยอยู่ทำให้ผมไออย่างหนักจนแทบอยู่ไม่ได้…” เขายกผ้าขนหนูบนไหล่มาเช็ดหน้าผาก ทั้งโกรธเกรี้ยวและสั่นเทิ้มเกินกว่าจะกล่าวอะไรได้อีก แกะที่อยู่ข้างๆ เขาเริ่มส่งเสียงร้องออกมาราวกับกำลังสะท้อนอารมณ์ที่โกรธของเจ้านายของมัน

หลินเฟน–ไม่มีอีกแล้ว “เมืองแห่งดอกไม้และผลไม้”

ความตกต่ำด้านเกษตรกรรม

เมืองหลินเฟนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรงมากกว่าอย่างอื่น จากข้อมูลขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของจีน (China’s State Environmental Protection Agency) เมืองหลินเฟนเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในประเทศ ด้วยทรัพยากรถ่านหินที่มีอยู่มากมาย เมืองนี้ครั้งหนึ่งมีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างโรงงานน้อยใหญ่เพื่อการทำการเผาถ่านหินและหลอมเหล็กในช่วงปี 2523 ปัจจุบันปล่องควันโรงไฟฟ้าถ่านหินผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดล้อมรอบอยู่ทั่วเมืองและสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชาวนาในท้องถิ่นนายฉีและนางชาง และหลานชายวัยสี่ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ไหล่เขาห่างจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเพียงกำแพงกั้น ชีวิตที่นี่ไม่ง่ายเลย

“โรงงานเผาถ่านหินส่งเสียงดังอึกทึกทั้งกลางวันกลางคืนแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อคุณก้าวออกจากประตูบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง…เรือกสวนไร่นาและผลไม้ต่างๆ ก็ไม่เติบโตอย่างดีเหมือนแต่ก่อน เราเคยเก็บผลผลิตข้าวโพดได้ราว 1,000 จิน(500 ก.ก.) แต่ตอนนี้เราเก็บผลผลิตได้เพียง 700 หรือ 800 จินเท่านั้น ส่วนมันฝรั่งจากที่เคยเก็บได้ประมาณ 500 จิน (250 ก.ก.) ตอนนี้เหลือเพียง 150 หรือ 200 จินเท่านั้น เขม่าควันนั้นมีมากเสียจนทุกคนในหมู่บ้านรู้สึกวิงเวียน คันคอและมีอาการไอ เมื่อเราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า กำแพงและถนนต่างๆ ก็กลายเป็นสีดำไปหมด หากคุณออกมาเดินข้างนอกตัวคุณก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเขม่าควันดำ”

ด้วยทางเลือกที่มีเพียงน้อยนิด พวกเขาถูกบังคับให้ต้องพยายามใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษแห่งนี้ ชาวบ้านเหล่านี้และคนอื่นๆ อีกเป็นล้านจำต้องอาศัยอยู่ในเงามืดของถ่านหิน

จากสิ่งที่เห็นในมณฑลซานซี  เราก็ได้เห็นต้นทุนจริงของถ่านหินในประเทศจีนที่ผู้คนในท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นต้องจ่ายด้วยราคาแพง โรงงานอุตสาหกรรมได้กำไรจากถ่านหินและยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ถูกทิ้งไว้ให้แบกรับด้านมืดของความเจริญที่เกิดจากถ่านหิน

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading