Taragraphies — Header Component

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าธารน้ำแข็ง Adamello ในอิตาลีจะหายไปหมดในอีก 50 ปีข้างหน้า

ตั้งแต่ปี 2559 ธารน้ำแข็ง Adamello ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ได้หดตัวไปราว 200 เมตรเนื่องจากภาวะโลกร้อน ตามรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภูมิภาคเทือกเขาแอลป์นี้จะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นระหว่าง 3 ถึง 6 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ ความร้อนและฤดูร้อนที่ยาวนาน บวกกับการไม่มีหิมะปกคลุมบนธารน้ำแข็ง ไม่ได้เอื้อให้หิมะแข็งตัวและค่อยๆ จางหายไปปีแล้วปีเล่า ธารน้ำแข็งกำลังละลายด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 15 เมตรต่อปี และสูญเสียความยาวไป 2.7 กิโลเมตรระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ปี 2565 เป็นปีที่แห้งแล้งและเป็นหายนะสำหรับธารน้ำแข็ง Adamello โดยสูญเสียความยาวไป 139 เมตรในเวลาเพียงปีเดียว เมื่อวันที่ 5 กันยายน ดาวเทียมโคเปอร์นิคัส เซนติเนล-2 ดวงหนึ่งช่วยให้เราเห็นร่องรอยการหดตัวของธารน้ำแข็ง ข้อมูลความละเอียดสูงของ Copernicus Sentinel-2 ช่วยให้สามารถทำแผนที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกได้โดยการติดตามขอบเขตของธารน้ำแข็งเมื่อเวลาผ่านไป เครดิต : European Union, Copernicus Sentinel-2 imagery https://www.copernicus.eu/en/media/image-day-gallery/scientists-predict-total-melting-italys-adamello-glacier-next-50-years

มาตรการปิดยุโรปจาก COVID-19 ทำให้มลพิษทางอากาศลดลง

การปิดเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อรับมือกับโคโรนาไวรัสนำไปสู่การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ตามที่แสดงในการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปตรวจจับการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์อันเป็นมลพิษทาอากาศที่มีแหล่งกำเนิดมาจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ในทางตอนเหนือของอิตาลี โครงการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปรายงานในวันอังคารที่ผ่านมา(17 มีนาคม 2563) ว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดของกิจกรรมต่างๆ ในทางตอนเหนือของอิตาลี ได้มีการติดตามถึงแนวโน้มการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)ในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ อิตาลีเป็นประเทศที่ประสบผลกระทบมากที่สุดในยุโรปจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส(โควิด-19) รัฐบาลอิตาลีใช้มาตรการปิดประเทศ ประกาศให้ประชาชน 62 ล้านคนอยู่ในที่พำนัก หากไม่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดไม่ควรออกจากบ้าน การลดลงของมลพิษทางอากาศยังตรวจพบในจีนหลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เป็นมลพิษที่มีอายุสั้น โดยทั่วไปอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ไม่เกิน 1 วันก่อนที่ตกลงสะสมหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซตัวอื่นๆ ในบรรยากาศ นั่นหมายถึงว่า มลพิษไนโตรเจนไดอกไซด์นี้จะยังคงลอยตัวอยู่ ณ จุดที่เป็นแหล่งกำเนิด แหล่งกำเนิดของไนโตรเจนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจราจร การผลิตไฟฟ้า การทำความร้อนในบ้านเรือนและกิจการอุตสาหกรรม Vincent-Henri Peuch ผู้อำนวยการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service กล่าว่า “มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของมาตรการที่เกิดขึ้นในอิตาลี SOURCE : AAP – SBS

มลพิษทางอากาศลดลงหลังจากทางตอนเหนือของอิตาลีถูกปิดจากมาตรการสู้ไวรัสโควิด-19

ข้อมูลใหม่จากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า มลพิษทางอากาศมีระดับลดลงทางตอนเหนือของอิตาลีหลังจากมาตรการปิดเมืองอันเนื่องมาจากโคโรนาไวรัส ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะเป็นสีส้มเข้ม ระดับความเข้มข้นลดลงไปตามลำดับจากรูปภาพด้านบน ภาพถ่ายดาวเทียมมาจากเครื่องมือที่บันทึกบนดาวเทียม Sentinel 5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป การติดตามตรวจสอบความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในยุโรปดำเนินการในช่วงสามสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 24 กุมภาพันธ์ 4 มีนาคม และ 8 มีนาคม พ.ศ.2563 ภาพถ่ายเหล่านี้อัพโหลดขึ้น Twitter โดย Santiago Gassò – นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Washington และที่นาซา ในวันเดียวกับองค์การอนามัยโลกประกาศให้โคโรนาไวรัสเป็นโรคระบาด(pandemic) Santiago Gassò เขียนลงไปใน social media ของเขาว่า “ผลการวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม เพียง 1 เดือน มีการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์อย่างชัดเจนในทางตอนเหนือของอิตาลี”

ให้จักรยานดำรงไว้ซึ่งความเรียบง่ายและงดงามตามที่เป็น

เด็กขี่ได้                       ทางจักรยานริมทะเลสาบเจนีวา เมืองโลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์                                 จักรยานพ่วงหน้าร้านหนังสือที่ Vevey สวิตเซอร์แลนด์                       ที่เมืองลูกาโน ริมทะเลสาบทางตอนใต้ของสวิสเซอร์แลนด์ รถถีบจอดพิงไว้ข้างเพิง ไม่ต้องล๊อก อยู่คู่กับกระถางดอกไม้           […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings