Taragraphies — Header Component
ภาพถ่ายดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปแสดงการลดลงของมลพิษทางอากาศ(ไนโตรเจนไดออกไซด์)อันเป็นมาจากมาตรการปิดเมืองที่เกิดขึ้นในยุโรป (ที่มา : ESA)

การปิดเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อรับมือกับโคโรนาไวรัสนำไปสู่การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ตามที่แสดงในการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม

ดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปตรวจจับการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์อันเป็นมลพิษทาอากาศที่มีแหล่งกำเนิดมาจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ในทางตอนเหนือของอิตาลี

โครงการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปรายงานในวันอังคารที่ผ่านมา(17 มีนาคม 2563) ว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดของกิจกรรมต่างๆ ในทางตอนเหนือของอิตาลี ได้มีการติดตามถึงแนวโน้มการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)ในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้ อิตาลีเป็นประเทศที่ประสบผลกระทบมากที่สุดในยุโรปจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส(โควิด-19) รัฐบาลอิตาลีใช้มาตรการปิดประเทศ ประกาศให้ประชาชน 62 ล้านคนอยู่ในที่พำนัก หากไม่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดไม่ควรออกจากบ้าน

การลดลงของมลพิษทางอากาศยังตรวจพบในจีนหลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เป็นมลพิษที่มีอายุสั้น โดยทั่วไปอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ไม่เกิน 1 วันก่อนที่ตกลงสะสมหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซตัวอื่นๆ ในบรรยากาศ นั่นหมายถึงว่า มลพิษไนโตรเจนไดอกไซด์นี้จะยังคงลอยตัวอยู่ ณ จุดที่เป็นแหล่งกำเนิด

แหล่งกำเนิดของไนโตรเจนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจราจร การผลิตไฟฟ้า การทำความร้อนในบ้านเรือนและกิจการอุตสาหกรรม

Vincent-Henri Peuch ผู้อำนวยการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service กล่าว่า “มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้

เป็นการแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของมาตรการที่เกิดขึ้นในอิตาลี

SOURCE : AAP – SBS

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading