3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

มหาพายุหมุนเขตร้อนในโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth)

ธารา บัวคำศรี

พายุมังคุดเริ่มก่อตัวเป็นพายุไต้ฝุ่นวันที่ 9 กันยายน 2561 ในมหาสมุทรแปซิฟิก พายุสร้างความเสียหายให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของเกาะกวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 13 กันยายน จากนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นโดยมีความเร็ว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศูนย์กลางที่เรียกว่าตาของพายุกว้าง 50 กิโลเมตร ขนาดของพายุวัดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 900 กิโลเมตร มุ่งตรงไปยังเกาะลูซอนด้านเหนือสุดของฟิลิปปินส์ในพื้นที่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแถบจังหวัดคากายัน (Cagayan) โดยความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 269 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นข้ามทะเลจีนใต้เข้าถล่มฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างผลกระทบและความเสียหายต่อผู้คนนับล้านที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตามแนวเส้นทางของพายุไต้ฝุ่นมังคุดลูกนี้

นักวิเคราะห์ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่อาจถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับความเสียหายของฟิลิปปินส์อีกราว 1.6-2 หมื่นล้าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5-6 ของจีดีพี (Gross Domestic Products) โดยที่รายงานภาคสนามล่าสุดมีเกษตรกรฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ 124,000 รายและพืชผลทางการเกษตรเสียหายเกือบ 3 ล้านไร่

จากการวิเคราะห์ขององค์การว่าด้วยบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ช่วงที่พายุทวีความรุนแรงกลายเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดก่อนขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ความแรงของพายุเทียบเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Scale) และมีขนาดใหญ่กว่าพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) ที่พัดเข้าถล่มรัฐแคโลไรนาทางตอนเหนือในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 ถึงสามเท่า

แม้พายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) จะอ่อนกำลังเมื่อขึ้นฝั่ง แต่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของรัฐแคโรไลนา ศูนย์ศึกษาพายุเฮอริเคนแห่งชาติระบุถึงความเสี่ยงที่เป็นภัยต่อชีวิตจากผลพวงของพายุคือคลื่นพายุซัดฝั่ง กระแสลมที่เกรี้ยวกราดและการเกิดน้ำท่วมขังบนฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเป็นไปได้ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 12 แห่ง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของกากสารพิษจากบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหินที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ และผลกระทบด้านสาธารณสุขจากของเสียจากฟาร์มหมูและสัตว์ปีกที่หลุดรอดลงในแหล่งน้ำ ในวันที่ 17 กันยายน 2561 รายงานข่าวระบุว่ามีการรั่วไหลของเถ้าถ่านหินราว 2,000 ลูกบาศก์หลา จากบ่อกักเก็บในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Sutton ของบริษัท Duke Energy

img_3014

แผนที่แสดงแบบแผนการตกสะสมของฝนเมื่อพายุเฮอริเคนขึ้นฝั่งที่รัฐแคโลไรนา และตำแหน่งและการกระจายตัวของบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหิน ฟาร์มหมู พื้นที่ฟื้นฟูการปนเปื้อนสารพิษ (Superfund Site) และพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตรายในพื้นที่ (ที่มา: https://www.nytimes.com/interactive/2018/09/13/climate/hurricane-florence-environmental-hazards.html?smid=fb-nytimes&smtyp=cur)

แม้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงรายงานประเมินฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ระบุว่า พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ระหว่าง พ.ศ. 2514-2553 กว่าร้อยละ 90 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรและเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรร้อนขึ้นโดยเฉพาะมหาสมุทรชั้นบน(0 – 700 เมตร) ที่มีพลังงานความร้อนกักเก็บไว้ถึงร้อยละ 60 และส่วนที่ลึกกว่า 700 เมตรมีพลังงานความร้อนสะสมกว่าร้อยละ 30 นั้น จะไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่หนักแน่นถึงความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อมูลจากการสังเกตก็พบว่า ในกรณีของมหาสมุทรแอตแลนติก ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนนั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

มหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดซึ่งน่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดเข้าถล่มตอนเหนือของเกาะลูซอนในฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและชายฝั่งตะวันออกของจีน และพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ที่พัดเข้าถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นหมายถึงพายุขนาดใหญ่ (mega-storms) จะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต (new normal)

ในกรณีของพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ ปัจจัยหลักสองประการที่หล่อเลี้ยงให้พายุยังทรงพลังคือ อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรและลมเฉือน (wind shear) ที่เป็นความแตกต่างระหว่างความเร็วลมด้านบนและด้านล่างของพายุ ยิ่งอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอุ่นมากขึ้นและลมเฉือนต่ำ พายุเฮอริเคนยิ่งทรงพลังมากขึ้น เช่นเดียวกับมหาพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่สร้างความหายนะให้กับเมืองทาโคลบันทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2556 และพายุไต้ฝุ่นอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก กรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกง (The Hong Kong Observatory) ยังระบุว่ามหาพายุไต้ฝุ่นเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2504 และ 2553 พายุหมุนสี่ลูกคือ เจอลาวัต (Jelawat) มาเรีย (Maria) เจบิ (Jebi) และมังคุด มีความแรงเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในมหาแปซิฟิกเหนือและทะเลจีนใต้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2561 นี้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2494-2557)ในประเทศไทย พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกต(ความเชื่อมั่นระดับปานกลาง) ว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

สิ่งที่มีร่วมกันของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศอย่างการเกิดมหาพายุหมุนเขตร้อนคือความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมตามเส้นทาง มิติทางพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อสรุปและการคาดการณ์ของ IPCC ในเรื่องผลกระทบจากหายนะภัยทางธรรมชาติของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ

ปี พ.ศ. 2561 นี้จึงเป็นห้วงแห่งการก่อตัวของจุดเปลี่ยนของวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการที่เราได้สัมผัสเห็นถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรง เราได้เป็นประจักษ์พยานของสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ คำเตือนทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) และข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ณ ที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่เมืองซานฟรานซิสโกว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้) ตลอดจนรายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ที่เตรียมเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เราในฐานะปัจเจกต้องตื่นรู้ และผลักดันผู้นำทางการเมือง บรรษัทและนักลงทุนให้ลงมือทำจากความท้าทายที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ร่วมกัน

สุดท้าย เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ซึ่งบอกเราว่า ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ มีความยืดหยุ่นและฟื้นคืนสภาพได้เร็วเท่านั้นจะเป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อมรับมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ฉ้อฉลและไม่เป็นธรรมจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบอันเลวร้ายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ