ธารา บัวคำศรี

พายุมังคุดเริ่มก่อตัวเป็นพายุไต้ฝุ่นวันที่ 9 กันยายน 2561 ในมหาสมุทรแปซิฟิก พายุสร้างความเสียหายให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของเกาะกวมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 13 กันยายน จากนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นโดยมีความเร็ว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ศูนย์กลางที่เรียกว่าตาของพายุกว้าง 50 กิโลเมตร ขนาดของพายุวัดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 900 กิโลเมตร มุ่งตรงไปยังเกาะลูซอนด้านเหนือสุดของฟิลิปปินส์ในพื้นที่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแถบจังหวัดคากายัน (Cagayan) โดยความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 269 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นข้ามทะเลจีนใต้เข้าถล่มฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างผลกระทบและความเสียหายต่อผู้คนนับล้านที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตามแนวเส้นทางของพายุไต้ฝุ่นมังคุดลูกนี้

นักวิเคราะห์ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่อาจถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับความเสียหายของฟิลิปปินส์อีกราว 1.6-2 หมื่นล้าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5-6 ของจีดีพี (Gross Domestic Products) โดยที่รายงานภาคสนามล่าสุดมีเกษตรกรฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ 124,000 รายและพืชผลทางการเกษตรเสียหายเกือบ 3 ล้านไร่

จากการวิเคราะห์ขององค์การว่าด้วยบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ช่วงที่พายุทวีความรุนแรงกลายเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดก่อนขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ความแรงของพายุเทียบเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Scale) และมีขนาดใหญ่กว่าพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) ที่พัดเข้าถล่มรัฐแคโลไรนาทางตอนเหนือในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 ถึงสามเท่า

แม้พายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ (Hurricane Florence) จะอ่อนกำลังเมื่อขึ้นฝั่ง แต่ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของรัฐแคโรไลนา ศูนย์ศึกษาพายุเฮอริเคนแห่งชาติระบุถึงความเสี่ยงที่เป็นภัยต่อชีวิตจากผลพวงของพายุคือคลื่นพายุซัดฝั่ง กระแสลมที่เกรี้ยวกราดและการเกิดน้ำท่วมขังบนฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเป็นไปได้ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 12 แห่ง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของกากสารพิษจากบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหินที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ และผลกระทบด้านสาธารณสุขจากของเสียจากฟาร์มหมูและสัตว์ปีกที่หลุดรอดลงในแหล่งน้ำ ในวันที่ 17 กันยายน 2561 รายงานข่าวระบุว่ามีการรั่วไหลของเถ้าถ่านหินราว 2,000 ลูกบาศก์หลา จากบ่อกักเก็บในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Sutton ของบริษัท Duke Energy

img_3014

แผนที่แสดงแบบแผนการตกสะสมของฝนเมื่อพายุเฮอริเคนขึ้นฝั่งที่รัฐแคโลไรนา และตำแหน่งและการกระจายตัวของบ่อกักเก็บเถ้าถ่านหิน ฟาร์มหมู พื้นที่ฟื้นฟูการปนเปื้อนสารพิษ (Superfund Site) และพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตรายในพื้นที่ (ที่มา: https://www.nytimes.com/interactive/2018/09/13/climate/hurricane-florence-environmental-hazards.html?smid=fb-nytimes&smtyp=cur)

แม้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงรายงานประเมินฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ระบุว่า พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ระหว่าง พ.ศ. 2514-2553 กว่าร้อยละ 90 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรและเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรร้อนขึ้นโดยเฉพาะมหาสมุทรชั้นบน(0 – 700 เมตร) ที่มีพลังงานความร้อนกักเก็บไว้ถึงร้อยละ 60 และส่วนที่ลึกกว่า 700 เมตรมีพลังงานความร้อนสะสมกว่าร้อยละ 30 นั้น จะไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่หนักแน่นถึงความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อมูลจากการสังเกตก็พบว่า ในกรณีของมหาสมุทรแอตแลนติก ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนนั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

มหาพายุไต้ฝุ่นมังคุดซึ่งน่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดเข้าถล่มตอนเหนือของเกาะลูซอนในฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและชายฝั่งตะวันออกของจีน และพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ที่พัดเข้าถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นหมายถึงพายุขนาดใหญ่ (mega-storms) จะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต (new normal)

ในกรณีของพายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ ปัจจัยหลักสองประการที่หล่อเลี้ยงให้พายุยังทรงพลังคือ อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรและลมเฉือน (wind shear) ที่เป็นความแตกต่างระหว่างความเร็วลมด้านบนและด้านล่างของพายุ ยิ่งอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอุ่นมากขึ้นและลมเฉือนต่ำ พายุเฮอริเคนยิ่งทรงพลังมากขึ้น เช่นเดียวกับมหาพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่สร้างความหายนะให้กับเมืองทาโคลบันทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2556 และพายุไต้ฝุ่นอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก กรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกง (The Hong Kong Observatory) ยังระบุว่ามหาพายุไต้ฝุ่นเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2504 และ 2553 พายุหมุนสี่ลูกคือ เจอลาวัต (Jelawat) มาเรีย (Maria) เจบิ (Jebi) และมังคุด มีความแรงเป็นมหาพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในมหาแปซิฟิกเหนือและทะเลจีนใต้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2561 นี้

จากฐานข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2494-2557)ในประเทศไทย พบว่าความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของกิจกรรมของพายุหมุนเขตร้อนในภาพรวมดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อปริมาณฝนและภาวะแห้งแล้งในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 2559 มีข้อสังเกต(ความเชื่อมั่นระดับปานกลาง) ว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในระดับที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบทุกๆ 10 ปี กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศทั้งจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสลับกับการเกิดภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้น

สิ่งที่มีร่วมกันของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศอย่างการเกิดมหาพายุหมุนเขตร้อนคือความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมตามเส้นทาง มิติทางพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อสรุปและการคาดการณ์ของ IPCC ในเรื่องผลกระทบจากหายนะภัยทางธรรมชาติของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ

ปี พ.ศ. 2561 นี้จึงเป็นห้วงแห่งการก่อตัวของจุดเปลี่ยนของวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการที่เราได้สัมผัสเห็นถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรง เราได้เป็นประจักษ์พยานของสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบของเหตุการณ์สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ คำเตือนทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) และข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ณ ที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่เมืองซานฟรานซิสโกว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้) ตลอดจนรายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ที่เตรียมเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ เราในฐานะปัจเจกต้องตื่นรู้ และผลักดันผู้นำทางการเมือง บรรษัทและนักลงทุนให้ลงมือทำจากความท้าทายที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ร่วมกัน

สุดท้าย เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ซึ่งบอกเราว่า ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ มีความยืดหยุ่นและฟื้นคืนสภาพได้เร็วเท่านั้นจะเป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อมรับมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ฉ้อฉลและไม่เป็นธรรมจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบอันเลวร้ายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading