Taragraphies — Header Component
ธารา บัวคำศรี เรียบเรียง
ผู้หญิงคนหนึ่งส่งเสียงเชียร์และถือป้ายระหว่างการประท้วงต่อต้านโครงการพลังงานนิวเคลียร์ Jaitapur การประท้วงจัดขึ้นโดย Anti- Nuclear Struggles Solidarity Forum ในนิวเดลี อาสาสมัครกรีนพีซเข้าร่วมในการเดินขบวนประท้วงและร่วมกับ Avaaz ได้ส่งรายชื่อ 73,000 คน ไปยังสํานักงานของ PMO

แม้ว่าผู้นำรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานของประเทศไทยกำลังชุบชีวิต พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของการจัดหาพลังงาน (Security of Supply) แรงกดดันจากภาวะโลกร้อน(Climate Change) การสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและต้นทุนการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แข่งขันได้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้กำลังได้รับการท้าทายจากอารยะขัดขืนของพลเมืองทั่วโลก

ในอินเดีย รัฐบาลวางแผนที่จะสร้างสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชัยตาปัว ในอำเภอรัตนคีรีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐมหาราช สวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 8 หน่วยที่ซื้อมาจากบริษัทอารีวา อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส นอกจากภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นของพลังงานนิวเคลียร์ โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงนับหมื่นคน ต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ชุมชนท้องถิ่นนับพันได้ลุกขึ้นมาประท้วงโครงการ โดยอาสาตัวเองเพื่อเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการฟ้องร้องทางกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สิ่งที่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงแห่งชัยตาปัวนั้นชัดเจนคือ พวกเขาต้องปกป้องผืนดินและแหล่งประมงชายฝั่ง และยืนยันไม่รับเงินค่าชดเชยการอพยพจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ จากการลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ ตำรวจได้จับกุมชาวบ้านทั้งหญิงและชายกว่า 600 คน ใส่รถบัสและส่งเข้าคุก ชาวบ้านอีกกว่า 700 คน ยังคงยืนหยัดประท้วงอย่างสันติและเสี่ยงต่อการจับกุม

การประท้วงอย่างสันติ ยังประกอบด้วยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายคน รวมถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา พี บี สวัน และพลเรือเอกรามดาสซึ่งเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ มีายงานว่าพวกเขาถูกจับกุมบนทางหลวงห่างจากพื้นที่ประท้วง 20 กิโลเมตร

ลักษณะโครงการนิวเคลียร์ที่ชัยตาปัวเป็น “ความละเลยที่น่าตระหนก” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพื้นที่ในเขตที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว พื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศวิทยา การกำหนดเวลาที่ไม่เพียงพอในการทบทวนความเสี่ยงของการออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งยังไม่เคยมีการดำเนินการที่ใดในโลกนี้ ด้วยเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้และความบกพร่องอื่น ๆ เตาปฏิกรณ์สามารถก่อให้เกิดความไม่เลี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ ชุมชนท้องถิ่นได้คัดค้านหน่วยงานรัฐที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน พวกเขาคิดว่าผืนดินมีคุณค่ามากกว่างานที่อาจที่ได้ทำในสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และเงินอีกเล็กๆ น้อยที่เป็นค่าที่ดิน พวกเขาปฏิเสธการชดเชยที่เสนอโดยรัฐ สัตยาจิต สวาน นักกิจกรรมที่เข้าร่วมการประท้วงที่ชัยตาปัวกล่าวว่า “มันดูเหมือนเป็นรัฐตำรวจมากกว่า ตอนที่มีการประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อคงไว้ซึ่งกฎหมายและระเบียบ รัฐบาลปฏิบัติการสวนทางกับความต้องการของพลเมืองของตนเอง” รายงานี่จัดทำโดยกรีนพีซและผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์แห่งยุโรปชี้ให้เห็นว่า พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถจัดจ่ายไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ภายในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นเวลา 3 ปีก่อนที่เตาปฏิกรณ์หน่วยแรกจะเริ่มดำเนินการในชัยตาปัว พลังงานลงและชีวมวลนั้นสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานได้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อันตรายและเป็นหายนะ

ในเยอรมนี การขับเคลื่อนพลังของประชาชนเพื่อคัดค้านกากกัมมันตรังสีและการยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ 17 แห่งในประเทศ ออกไปอีกเป็น 12 ปีโดยเฉลี่ย ถือเป็นการรวมพลังพลเมืองครั้งใหญ่เพื่อยืนหยัดกับความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ของรัฐบาลและอุตสาหกรรม  การขับเคลื่อนพลังมวลชนเพื่อต่อต้านการขนส่งและกักเก็บกากกัมมันตรังสี หรือ Anti-CASTOR (Cask for Storage and Transport of Radioactive material) ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในเยอรมนี ผู้เข้าร่วมอารยะขัดขืนของพลเมืองครั้งนี้มีทุกเพศวัย เป็นทั้งเกษตรกรและนักการเมือง กลุ่มสิ่งแวดล้อมและกลุ่มเยาวชน เป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยพวดเขารวมตัวกันภายใต้เป้าหมายหนึ่งเดียว คือเปล่งเสียงว่า “ไม่!!! ขอบคุณ” ต่อพลังงานนิวเคลียร์

การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ยังเป็นการประท้วงข้ามรุ่น สมาชิกทั้งครอบครัวออกมาพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงสมานฉันท์กับชุมชนท้องถิ่นซึ่งทำการประท้วงการจัดการกากกัมมันตรังสีในช่วง 30 ปีท่ีผ่านมา การชุมนุมครั้งนี้ขยายวงกว้างอันเนื่องมาจากการตัดสินใจของนางเมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีและรัฐบาลของเธอที่ยกเลิกการกำหนดเส้นตายในการทะยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ออกไป

นายคูมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซสากล ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมนี้ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเมอร์เคลยุติความบ้าคลั่งนิวเคลียร์และให้เยอรมนีรำลึกถึงความเป็นผู้ นำในการปฏิวัติพลังงานที่แท้จริงแทนที่จะย้อนกลับไปสู่ยุคปรมาณูที่ล้าหลังหมดสมัย สำหรับเยอรมนีแล้ว พลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่จำเป็น เยอรมนีคือผุ้นำโลกในด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งมีการจ้างงาน 380,000 คนในปัจจุบัน

การขนส่งกากนิวเคลียร์ CASTOR เป็นตัวอย่างหนึ่งของความบ้าคลั่งนิวเคลียร์ที่จำต้องยุติลง มันเป็นขบวนรถไฟขนส่งถังบรรจุกากนิวเคลียร์ 100 ตัน จำนวน 11 ถัง กากนิวเคลียร์เหล่านี้ถูกทำการแปรรูปในฝรั่งเศสและถูกส่งกลับคืนมายังเยอรมนีทุก ๆ ปี เพ่ือจัดเก็บ การวัดระดับรังสีของถังบรรจุกากนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้ที่ทำโดย ANDRA (National Agency for Radioactive Waste Management) ระบุว่า รังสีในแต่ละถึงบรรจุมีค่าสูงกว่ารังสีที่มีการปล่อยออกมาที่เชอร์โนบิลในปี ค.ศ.1986 การขนส่งการนิวเคลียร์ CASTOR นี้จึงถือได้ว่าเป็น “เชอร์โนบิลเคลื่อนที่” โดยแท้

จุดหมายสุดท้ายของขบวนรถไฟบนส่งกากนิวเคลียร์อยู่ที่เมืองกอร์เลเบน (Gorleben) เยอรมนี ซึ่งมันจะถูกนำไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บกากนิวเคลียร์ที่ไม่มีความเหมาะสมในทางธรณีวิทยา แน่นอน ไม่มีที่ใดที่เหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่เก็บกากนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่มีคำตอบแน่ชัดต่อปัญหากากกัมมันตรังสี และด้วยเหตุนี้เองที่คนในกอร์เลเบนจึงได้ลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงทุกปี และครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกษตรกรในพื้นที่ได้เปิดบ้านของตนเองเพื่อรับผู้ชุมนุมจากพื้นที่อื่น ๆ ในเยอรมนีและประเทศข้างเคียงในยุโรป อารยะขัดขืนของประชาชนในกอร์เลเบนได้ส่งสารที่สำคัญและทั่วถ้วน นั่นคือ “เราจะไม่ก้มหัวให้กับรัฐบาลที่สมยอมให้กับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์แทนผลประโยชน์ของประชาชน

รัฐบาลอื่น ๆ ทั่วโลกที่กำลังผลักดันให้มีนิวเคลียร์ควรต้องใส่ใจฟัง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading