พอได้มาทำงานที่กรีนพีซ ผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับพม่า โดยเฉพาะเรื่องการเมืองของเขา ผมทึกทักเอาเองว่า ภายใต้ระบอบปกครองเผด็จการทหารแบบละมุน โอกาสที่ประชาธิปไตยจะลืมตาอ้าปากที่นั่นคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า ประชาธิปไตยนั้นมิใช่เพียงแค่เรื่องการเลือกตั้ง

จะว่าไปแล้ว ทั้งๆ ที่ผมยึดหลัก “ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง” ผมเองก็ประเมินพลาดไปมากทีเดียว

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผมไม่ใด้มีความเชี่ยวชาญเรื่องพม่าแต่ประการใด ความเห็นของผมต่อไปนี้มาจากการประสบการณ์จากการทำงานกับผู้คนต่างๆ ที่ผูกพันกับเรื่องราวของพม่า

1) ในทางภูมิศาสตร์ ผมรู้จักพม่าเพียงด้านเดียวคือพม่าทางด้านตะวันออกที่มีพรมแดนติดกับไทยยาวเหยียดกว่าพันกิโลเมตร ผมรู้จักแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมย แม่น้ำเงาและระบบนิเวศอินโด-พม่าที่มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่คุณวีระศักดิ์ ยอดระบำ นักเขียนสารคดีคนโปรดของผมพาไปแนะนำให้รู้จัก ผมรู้จัก “ปลาตูหนา” หรือ “ปลาไหลหูดำ” (ชนเผ่ากระเหรี่ยงเรียกว่า “หย่าที”) ซึ่งเป็นปลาที่อพยพขึ้นลงไปวางไข่ตรงชะวากทะเลที่ซึ่งแม่น้ำสาละวินมาบรรจบกับอ่าวเมาะตะมะ ที่สำคัญคือผมไม่เคยเดินทางไปถึงใจกลางของพม่า ดังนั้นผมจึงรู้จักพม่าเพียงด้านเดียวในทางภูมิศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ คนไทยหลายคนจึง “งง” เมื่อเจอเรื่องราวของ “ชนเผ่าโรฮิงยา” ที่เป็นประเด็นร้อนในเรื่องสิทธิมนุษยชนของอาเซียนในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยรู้เพราะว่าพวกเขามาจากอีกฟากหนึ่งของพม่าซึ่งมีพรมแดนติดบังคลาเทศและอินเดีย

2) ในทางประวัติศาสตร์ ผมถูกสอนในเรียนรู้เรื่อง “ไทยรบพม่า” และกว่าจะรู้เรื่อง “พม่ารบไทย” ก็ตอนโตแล้ว นี่ยังไม่นับถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนเล็กคนน้อยที่ไม่ถูกบันทึกและลืมเลือนไปท่ามกลางกาลเวลา

3) ในทางเศรษฐกิจ ผมได้แต่อ่านหนังสือของอีเอฟชูมาร์กเกอร์เรื่อง “small is beautiful” ที่ได้แรงบันดาลใจจากการใช้ชีวิตในพม่าของผู้เขียนในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของจักรวรรดิอังกฤษที่เข้ายึกครองพม่าอยู่นานนับทศวรรษ แต่ในมุมมองของกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก พม่าถูกมองเป็น “ว่าที่ดาวรุ่งเศรษฐกิจ” ของอาเซียน หากการเลือกตั้งซ่อมเป็นไปตามการคาดการณ์ ก็ช่วยเปิดประตูบานใหญ่ให้กับการลงทุนจากต่างประเทศ จะว่าไปแล้ว โครงการลงทุนขนาดใหญ่ก็เริ่มต้นไปแล้ว เช่น โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บริเวณทวาย เป็นต้น

เราก็ต้องมาดูกันว่า โครงการลงทุนใหญ่ๆ จะนำไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนพม่าทั้งหลายได้มากน้อยเพียงใด หรือผลประโยชน์เหล่านั้นจะตกอยู่ในกระเป๋าเงินของคนไม่กี่กลุ่มที่กุมอำนาจและบังเหียนทางเศรษฐกิจ

มีครั้งหนึ่งผมนั่งรถแท็กซี่ และคุยกับคนขับเรื่องน้ำมันแพง คนขับบอกว่า ใช้ก๊าซ LPG ดีกว่า NGV เพราะว่าถ้าท่อก๊าซธรรมชาติจากพม่ามีปัญหา ก๊าซ NGV ก็จะขาดแคลน รถที่ใช้ก๊าซ NGV ก็จะมีปัญหา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมไม่รู้ แต่คนขับรถแท็กซี่รู้และสามารถโยงเรื่องของตัวเองเข้ากับประเด็นของเพื่อนบ้านได้ดี

4) ในทางการเมืองในพม่า ผมรู้น้อยมาก ได้แต่ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ หนังสือที่ผมอ่านคือ “Freedom From Fear” ของอองซานซูจี เป็นเล่มเดียวที่ทำให้ผมพอเข้าใจ “สัจธรรม” ในทางการเมือง และก็ขอยกมาหนึ่งวรรคสั้น ๆ ที่ว่า  “It is not power that corrupts but fear”

มากกว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในพม่า มากกว่าแรงกดดันของโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในอาเซียน สิ่งที่เราควรจะเรียนรู้มากที่สุดคือ “ความเป็นอิสระจากความกลัว” เพื่อให้ประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

 

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading