แต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้ว่าภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจะมีเรื่องถกเถียงมากบ้างน้อยบ้าง รับได้บ้างไม่ได้บ้าง ในเรื่องของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) ซึ่งต่อมาได้ผนวกประเด็นด้านสุขภาพเข้าไปกลายเป็น EHIA แต่อย่างน้อยที่สุด สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ก็ไม่เคยตกต่ำถึงขั้นสาหัสเช่นนี้

ดูง่าย ๆ จากคำพูดของนายสันติ บุญประดับ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกมารับหนังสือหนังสือคัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ว่า

“เราทำรายงานเพื่อบอกว่า ดีหรือไม่ดีเท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี”

(แ-่ง ตอบได้ทุเรศดีมาก)

ฉะนั้นไม่แปลก ที่เราจะได้ยินชื่อเรียก “EHIA” ใหม่ว่า “อีเ-ี้ย”

ถือเป็นคำไม่สุภาพอย่างมาก แต่ก็สอดคล้องกับเกียรติภูมิที่ตกต่ำของ สผ. ได้เป็นอย่างดี

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนรู้ “หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม” จากตำราคลาสสิกของอาจารย์ ดร. นาท ตัณฑวิรุฬห์ ปรมาจารย์ผู้วางรากฐานด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ของประเทศไทย ผมจำได้ว่าตำราเล่มนี้ (ซึ่งผมเก็บไว้ในลังเก็บหนังสือและตอนนี้ยังหาไม่เจอ อาจสูญหายไประหว่างการเดินทาง) เขียนถึง Earth Summit ครั้งแรกของโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนในปี 2515 (UN Conference on the Human Environment 1972) ตำราเล่มนี้ยังพูดถึงเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นั่นคือ Cost-Benefit  Analysis กล่าวง่าย ๆ คือถ้าได้ไม่คุ้มเสีย ก็มีความจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่

และถ้าจะกล่าวให้ชัดลงไป นี่คือพื้นฐานของ “หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precuationary Principle)” ซึ่งบรรจุอยู่เป็นสาระสำคัญของอนุสัญญาและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายฉบับที่กล่าวไว้ว่า “กิจกรรมที่มีโอกาสจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศจะต้องมีการจำกัดหรือห้าม ดำเนินการ ถึงแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสาเหตุดังกล่าวก็ตาม เนื่องจากหากรอให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนเทคนิคการวิเคราะห์พัฒนาที่จะ ทำให้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอาจจะสายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ หลักการนี้จึงให้โอกาสในการควบคุมกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอย่างเนิ่นๆ”

ตามหลักทางวิชาการแล้ว การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมามากที่สุด แต่เป็นเพราะว่าโครงการพัฒนาทั้งหลายนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับผลประโยชน์ทางการเมือง

เมื่อการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจของโครงสร้างส่วนบนในสังคม และเมื่อผู้ที่ถือหลักวิชาได้เข้าอิงแอบกับการเมืองซึ่งถือเอาเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นใหญ่ผนวกกับ “อำนาจเงิน” เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งของศูนย์กลางความขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมสืบเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปีในสังคมไทย

ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงค่อย ๆ หมดไป

คุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้สัมภาษณ์ได้ชัดเจนในประเด็น EHIA เขื่อนแม่วงศ์ว่า “วิชาการถูกใช้ไปหมดแล้ว สมองถูกใช้ไปหมดแล้ว และที่นี่ (หมายถึงที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)ก็ไม่มีสมอง เราจึงต้องใช้เท้าเพื่อให้ข้อมูลและระดมพลังจากสาธารณะชน”

การที่คุณศศิน เฉลิมลาภและนักอนุรักษ์หลายท่านเดินเท้าจากแม่วงศ์เข้ากรุงเทพฯ ณ เวลานี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการแสดงออกต่อสังคมไทย ว่ากระบวนการจัดทำ EHIA ไม่ว่าจะเป็นโครงการเขื่อน หรือโครงการพลังงานขนาดใหญ่ เช่น ถ่านหิน เป็นต้นนั้น หมดความชอบธรรมและเสื่อมไปพร้อมๆ กับเกียรติภูมิที่มีอยู่ของหน่วยงานที่พอจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้บ้างในอดีตที่ผ่านมา

และน่าเป็นจุดหนึ่งแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ในเวลาอีกไม่นาน

One Response

  1. เขียนดีมากครับ ชัดเจน อันที่จริง สผ.เสื่อมมานานแล้ว ในฐานะองค์กรนะครับ เพราะโดนแทรกแซงทางการเมืองมานาน ข้าราชการที่ทำงานข้างในคงอึดอัดคับข้องใจไม่น้อย แต่จะหวังให้เขาแสดงออก ก็คงไม่ตรงจริตเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ นักการเมืองก็เลยทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เริ่มจากการแต่งตั้งเลขาฯ สผ. ที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ง่ายๆ ถ้าจะพูดไปให้ถึงที่สุด ปัจจุบันนี้หน่วยงานราชการถูกการเมืองแทรกแซงแทบทุกแห่งแล้ว เรากำลังกลายเป็นรัฐเผด็จการโดยสมบูรณ์

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading