Taragraphies — Header Component

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/sustainable-business/2016/sep/07/blockchain-fish-slavery-free-seafood-sustainable-technology

เทคโนโลยี Blockchain คือระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ นำมาทดลองใช้ต่อกรกับการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง

5184

Blockchain เก็บข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มีการนำมาใช้ทดลองในอุตสาหกรรมอาหารทะเล Photograph: Maria-Ines Fuenmayor/Provenance

เทคโนโลยีดิจิตอลใหม่ถูกนำมาใช้ติดตามปลาจากเรืออวนลากถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต นวัตกรรมที่จะสามารถช่วยยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการประมงผิดกฏหมาย

เทคโนโลยีที่เรียกว่า “บล็อกเชน(blockchain)” และใช้เป็นครั้งแรกกับระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ของ Bitcoin ซึ่งเป็นเงินสกุลดิจิตอลที่คาดว่าจะปฏิวัติวงการการเงิน อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมอาหาร โดยจะเข้ามาแทนที่งานเอกสารและวิธีการระบุตัวตน

Blockchain เป็นตัวบันทึกข้อมูลดิจิตอลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในกรณีนี้ มันจะบอกรายละเอียดแหล่งที่มาของปลาและให้ทุกคนเห็นว่าปลาถูกจับ เอามาแปรรูปและนำออกจำหน่ายได้อย่างไร เทคโนโลยีไม่ได้หยุดการทำประมงผิดกฎหมายด้วยตัวของมันเองแต่เปิดให้ใครก็ได้สามารถตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน

การที่อุตสาหกรรมอาหารทะเลนั้นมีเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการประมงผิดกฎหมาย นักรณรงค์จึงคาดหวังว่าเทคโนโลยีที่นำร่องโดยบริษัท Provenance แห่งสหราชอาณาจักรนี้จะช่วยผู้ค้าปลีก ผู้ผลิตและภัตตาคารต่างๆ พิสูจน์ถึงที่มาของปลาและอาหารทะเลได้

Steve Trent ผู้อำนวยการบริหารของ Environmental Justice Foundation (EJF) กล่าวว่า

“การสร้างกลไลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตั้งแต่เครื่องประมงไปจนถึงอาหารทะเลในจานที่เรากินนั้นเป็นหัวใจสำคัญของการขจัดการประมงที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงแพร่ระบาดในภาคการผลิตอาหารทะเล”

4896

โปรแกรมบนสมาร์ทโฟนใช้ในการสแกนผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเพื่อเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่มาและเส้นทางที่มาจนถึงซุปเปอร์มาเก็ต Photograph: Provenance

ปัจจุบัน การติดตามการซื้อขายอาหารทะเลเป็นการบันทึกด้วยกระดาษและเครื่องหมาย tag บนตัวปลา เทคโนโลยี “บล็อกเชน(blockchain)”นี้จะทำให้เราเห็นชาวประมงในพื้นที่ส่งข้อความ SMS เพื่อลงทะเบียนการจับปลาของตนลงใน blockchain การระบุข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปเป็นทอดๆ ในทุกๆ จุดตามผู้ที่ส่งสินค้าอาหารทะเลเหล่านั้น รวมถึงการแปรรูป การบรรจุกระป๋อง ข้อมูลจากแหล่งกำเนิดและห่วงโซ่อุปทาน (การเดินทางของสินค้าประมง) นั้นสามารถเข้าถึงและรับรองโดยผู้ซื้อสินค้าและผู้บริโภคในร้านค้าหรือภัตตาคารโดยใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นการแทนที่การสื่อสารข้อมูลแบบพิมพ์และฉลาก

เทคโนโลยีนี้ได้จุดประกายความสนใจในวงการอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเช่น กลุ่ม the Co-op Food กำลังทำโครงการนำร่องผลิตภัณฑ์อาหารสดของตนกับบริษัท Provenance คาดว่าน่าจะมีการสรุปผลในปลายปีนี้

Jessi Baker ผู้ก่อตั้งบริษัท Provenance กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้เพิ่มเงินเข้าไปอีกไม่กี่สลึงในผลิตภัณฑ์(อาหารทะเล) และน่าจะเป็นการใช้ครั้งแรกกับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเกรดสูง หรือแม้กระทั่งไวน์และน้ำมันมะกอก ต้นทุนจะต้องลงไปถึงระดับไม่กี่สตางค์เพื่อให้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

Jessi Baker กล่าวว่า “เราต้องการแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมาก เราต้องการช่วยสนับสนุนอาหารทะเลที่มาจากการประมงที่ยั่งยืนและรับรองสิ่งเหล่านี้ไปตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อขับเคลื่อนให้มีตลาดอาหารทะเลที่ปราศจากการใช้แรงงานบังคับ โครงการนำร่องนี้แสดงถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่สลับซับซ้อนที่สามารถทำให้เกิดความโปร่งใสโดยใช้เทคโนโลยี blockchain”

บริษัทไทยยูเนี่ยน ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความยั่งยืน ได้ยินดีกับการนำร่องในผลิตภัณฑ์อาหารทะเลนี้ เทสโก หยุดการนำเอาผลิตภัณฑ์จอห์นเวสต์ของไทยยูเนียนขึ้นชั้นวาง ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ไทยยูเนียนต้องรับประกันถึงการใช้ปลาทูน่าจากแหล่งที่มาที่ยั่งยืน

Dr Darian McBain ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนของไทยยูเนียนกล่าวว่า  “การตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability)ซึ่งเปิดให้เราพิสูจน์ว่าปลาของเรามีการจับอย่างถูกกฏหมายและยั่งยืนและมีสภาพการทำงานของแรงงานที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน– มีความสำคัญอย่างยิ่งหากเราให้ความสนใจต่อผู้บริโภคถึงแหล่งที่มาของปลาทูน่า ความท้าทายต่อไปคือการสร้างความสามารถในการขยายผลเพื่อให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับสามารถดำเนินการข้ามพรมแดนและผู้มีอำนาจในการออกใบรับรอง และให้การศึกษากับผู้บริโภคว่ามันคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อปลาที่เรารู้ถึงแหล่งที่มาและวิธีการประมงโดยแรงงานถูกปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและได้รับค่าจ้างที่มีคุณค่า”

ส่วน Trent จาก EJF ตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีนี้ไม่สามารถยุติการกดขี่ขูดรีดแรงงานในอุตสาหกรรมอากหารทะเลได้ ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจและสนับสนุนกลไกลและปฏิบัติการอื่นๆ รวมถึงการบังคับใช้กฏหมายที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินการอย่างเข้มแข็ง เป็นธรรมและโปร่งใสในชั้นศาลเพื่อลงโทษผู้ที่ละเมิด”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading