Taragraphies — Header Component

ธารา บัวคำศรี

มลพิษทางอากาศ PM2.5 ยังเป็นประเด็นร้อนระอุในประเทศไทย หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษประกาศดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ในเดือนตุลาคม 2561 ในขณะที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาของเดือนธันวาคมนี้ กรุงเทพมหานครได้เผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 อีกรอบหนึ่ง

ภาพฝุ่นที่ปกคลุมกรุงเทพมหานครในวันที่ 21 ธันวาคม 2561

ฝุ่นพิษ PM2.5 คืออะไร และทำไมใครๆก็ว่าร้าย

ข้อมูลว่าด้วย PM2.5 หลั่งไหลออกมามากมายทั้งจากผู้เชี่ยวชาญ สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย แต่มี 3 ประเด็นที่คุณควรรู้เมื่อพูดถึงเรื่องนี้

1) มลพิษหลักชนิดอื่นที่นำไปสู่การก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิมีบทบาทสำคัญต่อวิกฤตมลพิษทางอากาศไม่แพ้การปล่อย PM2.5 โดยตรงจากแหล่งกำเนิด

ดังที่เราทราบกัน แหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งการปล่อยโดยตรงจากแหล่งกำเนิดไม่ว่าจะเป็น การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่ง และอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก (Primary PM2.5) และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ โดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5)

การวิเคราะห์ของกรีนพีซโดยใช้ข้อมูลล่าสุดที่สาธารณชนเข้าถึงได้จากดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(the European Space Agency) ที่บันทึกระหว่างวันที่ 1 มิถุนายนถึง 31 สิงหาคม 2561 เพื่อประมวลผลข้อมูลเพื่อระบุแหล่งกำเนิดหลักของการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ พบว่า ชั้นบรรยากาศเหนือกรุงเทพฯและปริมณฑล บางส่วนของภาคกลางต่อกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก จากระดับพื้นดินสูงขึ้นไปราว 10 กิโลเมตร มีก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ปกคลุม (ดูจากภาพ) ความเข้มข้นของก๊าซวัดในหน่วย Dobson units (DU) แบบเดียวกับที่ใช้วัดปริมาณโอโซนในบรรยากาศ

แม้ว่าการกระจายตัวของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ตรวจพบโดยดาวเทียมดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาระบุความเชื่อมโยงกับผลกระทบสุขภาพ แต่ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งปล่อยมาจากยานยนต์(เครื่องยนต์สันดาปภายใน) การเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงการเผาในที่โล่งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อตัว PM2.5 จากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศส่งผลต่อความเข้มข้นของ PM2.5 ในท้ายที่สุด

ที่มา : https://energydesk.carto.com

2) แบบแผนการกระจายตัวของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ช่วยชี้วัดผลกระทบของการใช้ยานยนต์ที่มีต่อคุณภาพอากาศในเมือง

การคมนาคมด้วยยานยนต์เป็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและ PM2.5 ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก มีการวัดผลกระทบของการใช้ยานยนต์ต่อคุณภาพอากาศในเมืองโดยการเปรียบเทียบระดับของมลพิษในช่วงวันทำงานและวันหยุดซึ่งอนุมานว่ามีการจราจรด้วยยานยนต์ที่น้อยกว่า

ที่กรุงโซลของเกาหลีใต้ มีการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้ ผลคือ มีความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างระดับของมลพิษทางอากาศ(โดยใช้ระดับของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในหน่วย Dobson units (DU))ในช่วงวันทำงานและวันหยุด โดยที่ระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงร้อยละ 40.7 ดังภาพด้านล่าง

ที่มา : https://storage.googleapis.com/planet4-international-stateless/2018/10/07426a79-no2-air-pollution-analysis-greenpeace.pdf

แม้การเปรียบเทียบไม่อาจนำมาใช้ในหลายเมืองที่มีการจราจรคับคั่งไม่เว้นวันหยุด เช่น กรุงเทพฯ แต่ข้อค้นพบจากข้อมูลดาวเทียมคือ ระบบการคมนาคมที่ดีและมีประสิทธิภาพโดยลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง จะช่วยทำให้คุณภาพอากาศของเมืองดีขึ้นและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง

อ่านคู่มืออากาศสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเรา

3) สภาพภูมิอากาศสุดขั้วมีผลต่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ

การวิจัยที่ดำเนินการอยู่โดยกรีนพีซและศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศ(ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวิเคราะห์ความเข้มข้นของ PM2.5 ด้วยแบบจำลองจากค่า Aerosol Optical Tickness(AOT) ระบบ MODIS ที่มีความละเอียดของขนาดกริดที่ 3 กิโลเมตร พบว่า ระหว่างช่วงปีแห้งแล้ง(ปี พ.ศ.2558-2559 ซึ่งเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญรุนแรง)กับช่วงปี พ.ศ.2560 (ซึ่งเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกร้อนที่สุดโดยไม่มีอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิโญ) มีผลต่อวิกฤตมลพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี พ.ศ. 2559 ความเข้มข้นของ PM2.5 ที่ 36-69 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 596.31 ตารางกิโมตร ในขณะที่ ปี พ.ศ. 2560 ความเข้มข้นของ PM2.5 ในช่วงดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ในอาณาบริเวณที่กว้างถึง 1,515.71 ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่าเกือบสามเท่า

เมื่อพิจารณาถึงความเข้มข้นของ PM2.5 ที่สูงกว่า 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2559 มีพื้นที่ครอบคลุม 969.50 ตารางกิโลเมตร และในปี พ.ศ. 2560 มีพื้นที่ครอบคลุมลดลงเป็น 45.48 ตารางกิโลเมตร หรือน้อยกว่าประมาณ 21 เท่า ดังในตาราง

เราจะนำเอารายละเอียดเชิงลึกของการวิจัยนี้มานำเสนอในโอกาสต่อไปช่วงต้นปี พ.ศ. 2562

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading