เก็บความจากบทสุดท้ายของหนังสือ “Nuclear War : A Scenario” เขียนโดย Annie Jacobson - 2016 Pulitzer Prize finalist

กาลเวลาผ่านไป… หลายร้อยปี หลายพันปี หลายหมื่นปี

ความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของสิ่งแวดล้อมบนโลก แม้จะลดลงอย่างมากในตอนแรก ก็กลับมาฟื้นตัวและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อุณหภูมิกลับคืนสู่ระดับก่อนสงครามโลกครั้งที่สาม สายพันธุ์ใหม่ๆ เริ่มวิวัฒน์และเติบโต

ถึงแม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย แต่โลกก็มีวิธีของเธอเองในการเยียวยาและฟื้นฟูตัวเองเสมอ — อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้ ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคุณภาพของแหล่งน้ำ รังสีอัลตราไวโอเลตที่ครั้งหนึ่งเคยบังคับให้มนุษย์ต้องหลบซ่อนใต้ดิน บัดนี้ก็อ่อนกำลังลงและกลับมาเกื้อหนุนชีวิตได้อีกครั้ง

หากมนุษย์รอดชีวิต พวกเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร? และมนุษย์ใหม่ในอนาคตเหล่านี้จะกลายเป็นนักโบราณคดีหรือไม่? พวกเขาจะเคยรู้หรือไม่ว่า พวกเราเคยมีชีวิตอยู่ที่นี่?

หนึ่งหมื่น… สองหมื่นปี…สองหมื่นสี่พันปีผ่านไปซึ่งเป็นระยะเวลาราวสองเท่าของเวลาที่มนุษย์ใช้ในการวิวัฒน์จากนักล่าสัตว์-เก็บของป่า มาสู่มนุษย์ยุคปัจจุบัน การปนเปื้อนจากรังสีนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่สามได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

มนุษย์ในอนาคตจะค้นพบร่องรอยของพวกเราหรือไม่? ร่องรอยของสังคมที่เราเคยสร้าง พัฒนา และทำให้รุ่งเรือง?

หากพบ บางทีการค้นพบนั้นอาจคล้ายกับเรื่องราวของนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อ เคลาส์ ชมิดต์ และนักศึกษาปริญญาโทหนุ่มชื่อ ไมเคิล มอร์ช

วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ปี 1994 ชมิดต์ค้นพบสถานที่แห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกลของตุรกี ที่ทำให้ต้องเขียนเส้นเวลาของอารยธรรมขึ้นใหม่ ย้อนกลับไปอีกหลายพันปี การค้นพบนี้ยังคงเต็มไปด้วยปริศนาและความลี้ลับ แต่สถานที่แห่งนั้นดำรงอยู่เสมือนเป็นสัญลักษณ์สำหรับเราทุกคน

เคลาส์ ชมิดต์ คุ้นเคยกับพื้นที่นี้อยู่แล้ว เนื่องจากโครงการขุดค้นทางโบราณคดีที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนั้น และเขาก็เกิดความสนใจจากเรื่องเล่าที่ได้ยินมาจากหมู่บ้านรอบๆ เมืองซานลิอูร์ฟา (Sanliurfa) ที่อยู่ใกล้เคียง มีคนเล่าว่ามีเนินเขาลูกหนึ่งอยู่ในหุบเขาไม่ไกลนัก เป็นสถานที่ซึ่งสามารถพบหินเหล็กไฟ (flint stone) จำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน


Göbekli Tepe แหล่งโบราณคดีสมัยหินใหม่ในประเทศตุรกี ถูกค้นพบอีกครั้งโดยนักโบราณคดี หลังจากถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานเกือบ 12,000 ปี (ภาพถ่ายโดย ดร. โอลิเวอร์ ดีทริช)

หินเหล็กไฟ ซึ่งเป็นหินตะกอนชนิดหนึ่ง เคยถูกมนุษย์ยุคโบราณใช้ในการทำเครื่องมือหินและก่อไฟในยุคหิน

ชมิดต์จึงลองสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ว่ามีใครรู้จักสถานที่แห่งนี้บ้างหรือไม่ ซึ่งต่อมาเขาพบว่า สถานที่นี้เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยถูกนักโบราณคดีชาวอเมริกันชื่อ ปีเตอร์ เบเนดิกต์ ระบุผิดว่าเป็นสุสานยุคกลาง แล้วก็ถูกลืมเลือนไป

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายชราผู้หนึ่งในหมู่บ้าน Örencik ชื่อว่า ชาวัค ยิลดิซ บอกกับชมิดต์ว่า เขารู้จักสถานที่แห่งนี้ดี คนในท้องถิ่นเรียกมันว่า Göbekli Tepe Ziyaret หรือสถานแสวงบุญบนเนินพุงโต วิธีค้นหาสถานที่นี้ ยิลดิซบอกว่าให้มองหาต้นไม้โดดเดี่ยวบนยอดเขาเพราะต้นไม้ต้นนี้เป็นสิ่งเดียวที่เติบโตอยู่กลางผืนดินรกร้างว่างเปล่า มันจึงถูกเชื่อว่ามีพลังวิเศษ

ผู้คนเรียกมันว่า “ต้นไม้แห่งคำอธิษฐาน” และจะเดินทางมาที่นี่ ยิลดิซเล่าว่า “เพื่อขอพรสำคัญ ๆ โดยผูกคำปรารถนาไว้กับกิ่งไม้ แล้วให้สายลมพัดพาไป”

ในหนังสือของเขาชื่อ Göbekli Tepe: A Stone Age Sanctuary in South-Eastern Anatolia ชมิดต์เล่าว่ายิลดิซได้ช่วยจัดหาคนขับแท็กซี่ให้เขาไปยังสถานที่ลึกลับนี้ และให้เด็กวัยรุ่นท้องถิ่นคนหนึ่งมาเป็นคนนำทาง วันนั้น นักศึกษาโบราณคดีระดับบัณฑิตศึกษา ไมเคิล มอร์ช ก็ร่วมเดินทางไปด้วย

มอร์ชเล่าว่า บริเวณรอบนอกของเมืองซานลิอูร์ฟาที่คึกคักนั้น เป็นที่รกร้างว่างเปล่ากว้างใหญ่ “มีพื้นที่ร้อยๆ ตารางไมล์เต็มไปด้วยหินและผืนดินสีน้ำตาลแดง กับหย่อมหญ้าแห้งๆ” มอร์ชเล่าย้อนความ “มีสิ่งมีชีวิตน้อยมากที่สามารถเติบโตอยู่ที่นั่น หรืออย่างน้อยก็เหมือนเป็นเช่นนั้น มันเหมือนกับว่าไม่เคยมีใครอาศัยอยู่เลย”

พวกเขาขับรถไปไกลถึงแปดไมล์ จนกระทั่งถนนสิ้นสุดลง จากนั้นทั้งหมดก็ลงจากแท็กซี่ แล้วเริ่มเดินต่อไปตามเส้นทางแพะที่ว่ากันว่าอาจนำไปสู่แหล่งโบราณคดีที่เป็นเป้าหมาย

“เราผ่านภูมิประเทศประหลาด ที่เต็มไปด้วยหินสีเทาดำเป็นก้อนๆ ซึ่งสร้างเป็น [สิ่งกีดขวางเล็กๆ] ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ชมิดต์เขียนไว้ “ทำให้เราต้องเปลี่ยนทิศทางไปทางซ้ายแล้วขวา เดินแบบซิกแซก ราวกับกำลังเดินผ่านเขาวงกตที่สูงระดับข้อเท้าซึ่งสร้างจากหินธรรมชาติ” สุดท้าย กลุ่มของเขาก็มาถึงสุดเขตของภูมิประเทศแปลกตานั้น ซึ่งเปิดออกเป็นที่ราบกว้างไกลสุดสายตา มองไปได้ไกลนับไมล์จนถึงขอบฟ้า

เมื่อชมิดต์มองออกไปยังผืนดิน เขารู้สึกผิดหวัง “ไม่มี [แม้แต่] ร่องรอยทางโบราณคดีเพียงน้อยนิด… มีเพียงก้อนหินธรรมชาติเท่านั้น”

ฝูงแกะและแพะที่ถูกพามายังทุ่งหญ้าแห้งแล้งแห่งนี้ทุกวัน เขาคร่ำครวญถึงภาพเหล่านั้น แล้วเขาก็เห็นต้นไม้ต้นนั้น

“มันแทบจะเหมือนภาพจากโปสการ์ดเลยทีเดียว” ชมิดต์เขียนไว้ ต้นไม้แห่งคำอธิษฐาน ยืนเดี่ยวอยู่ “บนยอดเนินที่สูงที่สุด อย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นจุดหมายของการแสวงบุญ (Ziyaret)”

ภาพต้นไม้แห่งคำอธิษฐานที่ Göbekli Tepe ในปี 2007 ปัจจุบันสถานที่นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก (ภาพถ่ายโดย ดร. โอลิเวอร์ ดีทริช)

แน่นอนล่ะ มอร์ชคิด “สถานที่แสวงบุญ”

“พวกเราค้นพบ Göbekli Tepe แล้ว” มอร์ชเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น

แต่…ที่นี่คืออะไร? ด้วยสายตาแบบนักวิทยาศาสตร์ ชมิดต์ตั้งคำถาม “พลังธรรมชาติใดกันที่สามารถสร้างกองดินนี้ขึ้นมา บนยอดสันหินปูนสูงสุดเช่นนี้?”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง…อะไร—หรือใคร—กันที่สร้างเนินเขานี้ขึ้นมา?

นักธรณีวิทยาอาจบอกว่าเนินเขานี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ชายผู้มีศรัทธาในศาสนาอาจอ้างถึงพระเจ้า แต่ชมิดต์ นักโบราณคดี กลับรู้ทันทีว่า สิ่งที่เขากำลังมองอยู่นั้นคือ “เทล” (Tel) เนินดินที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เทล” (Tel) คือโครงสร้างภูมิประเทศที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเกิดจากวัสดุที่ทิ้งไว้จากคนรุ่นก่อนๆ ที่เคยอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้น

ความตื่นเต้นพุ่งพล่านในตัวเขา เพราะกลายเป็นว่า เขาได้ค้นพบอารยธรรมที่สูญหายไป อารยธรรมที่หายสาบสูญไปนานเกือบ 12,000 ปี และยิ่งไปกว่านั้น เคลาส์ ชมิดต์ ยังได้ค้นพบสิ่งที่อาจเปลี่ยนนิยามของคำว่า “อารยธรรม” สำหรับมนุษย์ยุคใหม่ — คำอธิบายถึงการก่อกำเนิดของวิทยาศาสตร์และระบบเทคโนโลยีครั้งแรกของมนุษยชาติ

ชมิดต์และทีมโบราณคดีเริ่มขุดค้นเนินเขา พวกเขาพบเศษภาชนะดินเผาและกำแพงหิน พบชิ้นส่วนหินจากเหมืองที่ถูกแกะสลักด้วยภาพสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก แร้ง และนกกระเรียน และยังพบเสาหินขนาดยักษ์ทรงตัว T ที่ตั้งตระหง่านสูงเกือบ 20 ฟุต

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาพบระบบพื้นที่ขนาดใหญ่ ห้องโถงและลานพิธีแบบกลางแจ้ง พื้นที่ที่มีม้านั่งและแท่นบูชา ซึ่งถูกสลักอย่างประณีตจากหินชนิดเดียวกันนี้ และดูเหมือนจะถูกขนมายังที่นี่อย่างลึกลับจากเหมืองหินซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายไมล์

ก่อนจะมีการค้นพบนี้ มุมมองโดยทั่วไปของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอารยธรรมคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือกำเนิดจากเกษตรกรรม — จากการทำฟาร์ม แนวคิดเดิมคือ มนุษย์ต้องเรียนรู้การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ก่อน ถึงจะเปลี่ยนจากนักล่าสัตว์-เก็บของป่ามาเป็นผู้สร้างอารยธรรม สร้างชุมชนและสังคม และออกแบบระบบซับซ้อนต่างๆ

Göbekli Tepe ทำลายแนวคิดพื้นฐานอันยาวนานนั้น

สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสถาปนิก ช่างก่อสร้าง และวิศวกรในยุคก่อนประวัติศาสตร์ — คนเหล่านี้ดำรงอยู่ก่อนที่จะมีการเกษตร พวกเขาคือนักล่า-เก็บของป่าที่จินตนาการถึงโครงการเชิงวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่เรารู้จักในปัจจุบันในชื่อ Göbekli Tepe พวกเขาจัดกลุ่มแรงงานเพื่อทำงานตามแผนที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ — วางระบบไว้อย่างเป็นขั้นตอน หรืออาจอยู่ในจินตนาการของพวกเขาเอง มนุษย์เหล่านี้คือ นักล่าสัตว์-เก็บของป่าที่มีระบบความคิดอันซับซ้อนด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในโครงสร้างของระบบ — ระบบคำสั่งและการควบคุมแบบลำดับขั้น

ณ ต้นปี 2024 ยังไม่มีการค้นพบพื้นที่อยู่อาศัยที่ Göbekli Tepe ไม่มีสุสาน ไม่มีโครงกระดูก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดูเหมือนว่าผู้คนไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ แต่พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ — นานนับศตวรรษ หรืออาจนานนับพันปี

ทำไม? เราไม่รู้ เพื่ออะไร? เราก็ไม่รู้

และยิ่งลึกลับเข้าไปอีก หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเมื่อหลายพันปีก่อนที่ Göbekli Tepe เกิดเหตุการณ์หายนะบางอย่างขึ้น — ไม่ใช่หายนะตามธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว อุกกาบาตตก หรืออุทกภัย แต่สถานที่ทั้งแห่งกลับถูกยกเลิกใช้งานอย่างรวดเร็ว ถูกทิ้งร้าง ถูกฝังกลบด้วยดินและหิน

มันเกิดจากเจตนาหรือจากภัยพิบัติ? นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ การขุดค้นยังคงดำเนินต่อไป และความลึกลับก็ยังดำรงอยู่ จากช่วงเวลาอันน่าฉงนนี้ Göbekli Tepe ได้กลายเป็น “แคปซูลเวลา” ฝังตัวอยู่ใต้พื้นดินนานนับพันปี

เกิดอะไรขึ้นที่ Göbekli Tepe? อะไรทำให้มนุษย์เหล่านั้นถึงพบจุดจบกะทันหัน? ไมเคิล มอร์ชไม่มีคำตอบสำหรับปริศนานี้

“เราบอกคุณได้ว่าพวกเขากินอะไร” มอร์ชกล่าว โดยอ้างถึงความสามารถอันน่าทึ่งของมนุษย์สมัยใหม่ในการวิเคราะห์ DNA ของพืชจากเตาผิงและหลุมไฟเมื่อ 12,000 ปีก่อน “เราบอกได้ว่าสัตว์อะไรที่พวกเขาล่า แต่เราไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขาคิดอะไร หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา”

สำหรับพวกเรา หลายพันปีหลังจากสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ มันอาจเป็นแบบเดียวกัน มนุษย์ในอนาคตอาจพบเศษซากของอารยธรรมปัจจุบันของเรา และสงสัยว่ามันเสื่อมสลายได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

ณ รุ่งอรุณแห่งยุคนิวเคลียร์ มีคนถาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่าเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์ซึ่งเขาตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะต่อสู้กันด้วยอาวุธแบบไหน แต่สงครามโลกครั้งที่สี่ จะต่อสู้กันด้วยไม้และก้อนหิน”

ไม้ที่ติดกับก้อนหิน (หรือหอก) คือวิธีที่มนุษย์ยุคหินใช้ในการทำสงคราม ยุคหิน – ช่วงเวลายาวนานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่กินเวลาหลายล้านปีซึ่งมนุษย์ใช้หินในการสร้างเครื่องมือ — สิ้นสุดลงเมื่อราว 12,000 ปีก่อน ตรงกับช่วงที่เชื่อกันว่ามนุษย์นักล่าสัตว์-เก็บของป่าได้สร้าง Göbekli Tepe ขึ้นมา

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หวั่นเกรงว่า อาวุธนิวเคลียร์อาจและอาจจะสามารถทำลายอารยธรรมขั้นสูงที่มนุษยชาติใช้เวลากว่า 12,000 ปีในการสร้างขึ้นมา เขากลัวว่ามนุษย์จะต้องย้อนกลับไปเป็นนักล่าสัตว์-เก็บของป่าอีกครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอาวุธอันน่าสะพรึงกลัวที่มนุษย์ซึ่งเรียกตัวเองว่า “มีอารยธรรม” ได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ต่อสู้กับมนุษย์ที่ “มีอารยธรรม” เหมือนกัน

เรื่องที่คุณเพิ่งอ่านจินตนาการถึงสิ่งนี้เอง เรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมซึ่งใช้เวลา 12,000 ปีในการก่อร่างสร้างตัวกลับพังทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพังในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง — นี่คือความจริงของสงครามนิวเคลียร์ ตราบใดที่สงครามนิวเคลียร์ยังเป็นไปได้ มันก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ เสมือนคำพิพากษาแห่งอวสาน การอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

หลังจากการแลกเปลี่ยนอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ ผู้รอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์และฤดูหนาวนิวเคลียร์จะพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่โหดร้าย ซึ่งมนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่อาจจินตนาการได้ — คาร์ล เซแกน เคยเตือนว่า หากไม่นับชนเผ่าไม่กี่กลุ่มในแอมะซอน หรือกลุ่มเตรียมพร้อมทางทหารแล้ว เกือบไม่มีใครในยุคนี้ที่มีทักษะการเอาตัวรอดแบบนักล่าสัตว์-เก็บของป่าเลย

หลังจากสงครามนิวเคลียร์ แม้แต่ผู้รอดชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด ก็จะต้องเผชิญความยากลำบากในการเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยรังสี ความอดอยาก โรคภัย และต้องใช้ชีวิตใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ ท่ามกลางความหนาวและความมืด

“ขนาดประชากรของมนุษย์ (Homo sapiens) อาจลดลงจนเหลือในระดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรืออาจต่ำกว่านั้น” เซแกนเขียนไว้

กลุ่มคนเล็ก ๆ จะต้องผสมพันธุ์กันเองเพื่อความอยู่รอด ทำให้ลูกหลานที่เกิดมามีความบกพร่องทางพันธุกรรม บางคนอาจตาบอด ทุกสิ่งที่เราทุกคนเคยเรียนรู้ร่วมกัน และสิ่งที่บรรพบุรุษของเราส่งต่อมา จะกลายเป็นเพียงตำนาน

เมื่อเวลาผ่านไปหลังสงครามนิวเคลียร์ ความรู้ในโลกยุคปัจจุบันจะเลือนหายไป รวมถึงความรู้ที่ว่า “ศัตรู” ที่แท้จริงไม่ใช่เกาหลีเหนือ รัสเซีย อเมริกา จีน อิหร่าน หรือใครก็ตามที่ถูกตราหน้าว่าเป็นภัยคุกคามในนามของชาติหรือกลุ่มใด

มันคืออาวุธนิวเคลียร์ต่างหากที่เป็นศัตรูของพวกเราทุกคนมาโดยตลอด

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading