24,000 ปีต่อมา – สหรัฐอเมริกา
เก็บความจากบทสุดท้ายของหนังสือ “Nuclear War : A Scenario” เขียนโดย Annie Jacobson – 2016 Pulitzer Prize finalist กาลเวลาผ่านไป… หลายร้อยปี หลายพันปี หลายหมื่นปี ความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของสิ่งแวดล้อมบนโลก แม้จะลดลงอย่างมากในตอนแรก ก็กลับมาฟื้นตัวและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อุณหภูมิกลับคืนสู่ระดับก่อนสงครามโลกครั้งที่สาม สายพันธุ์ใหม่ๆ เริ่มวิวัฒน์และเติบโต ถึงแม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย แต่โลกก็มีวิธีของเธอเองในการเยียวยาและฟื้นฟูตัวเองเสมอ — อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้ ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคุณภาพของแหล่งน้ำ รังสีอัลตราไวโอเลตที่ครั้งหนึ่งเคยบังคับให้มนุษย์ต้องหลบซ่อนใต้ดิน บัดนี้ก็อ่อนกำลังลงและกลับมาเกื้อหนุนชีวิตได้อีกครั้ง หากมนุษย์รอดชีวิต พวกเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร? และมนุษย์ใหม่ในอนาคตเหล่านี้จะกลายเป็นนักโบราณคดีหรือไม่? พวกเขาจะเคยรู้หรือไม่ว่า พวกเราเคยมีชีวิตอยู่ที่นี่? หนึ่งหมื่น… สองหมื่นปี…สองหมื่นสี่พันปีผ่านไปซึ่งเป็นระยะเวลาราวสองเท่าของเวลาที่มนุษย์ใช้ในการวิวัฒน์จากนักล่าสัตว์-เก็บของป่า มาสู่มนุษย์ยุคปัจจุบัน การปนเปื้อนจากรังสีนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่สามได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา มนุษย์ในอนาคตจะค้นพบร่องรอยของพวกเราหรือไม่? ร่องรอยของสังคมที่เราเคยสร้าง พัฒนา และทำให้รุ่งเรือง? หากพบ บางทีการค้นพบนั้นอาจคล้ายกับเรื่องราวของนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อ เคลาส์ ชมิดต์ และนักศึกษาปริญญาโทหนุ่มชื่อ ไมเคิล มอร์ช วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ปี 1994 […]
การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม
‘ภาวะโลกร้อน’ ได้กลายเป็นประเด็นนโยบายสาธารณะของโลก เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองแบบพิสดารของเรื่องนี้กัน การค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกในช่วงศตวรรษที่ 19 คือจุดกำเนิดของเรื่อง ช่วงทศวรรษ 1950 มีข่าวฮือฮาในนิตยสารแซตเทอร์เดย์ อีฟนิ่ง โพสต์ (Saturday Evening Post) ของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งคำถามว่าโลกร้อนขึ้นจริงหรือ มาจนถึงช่วงทศวรรษ 1960 ก็มีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะนั้นโลกมีเรื่องอื่นที่น่าหนักใจมากกว่า โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ล้างโลก นอกเหนือจากแวดวงนักวิทยาศาสตร์ มีน้อยคนที่รับรู้ถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงทศวรรษ 1970 ความสนใจที่เป็น ‘ข่าว’ มากกว่ากลับไม่ใช่เรื่องภาวะโลกร้อน หากเป็นเรื่องอุณหภูมิของโลกเย็นลง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นคาดว่าน่าจะเกิดจากฝุ่นละอองและอนุภาคซัลเฟตที่เป็นตัวป้องกันแสงอาทิตย์ที่ตกลงมาบนผิวโลก ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนเริ่มกังวลเกี่ยวกับการที่อุณหภูมิผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว การศึกษาของ US National Academy of Science ยืนยันว่าการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศนำไปสู่ภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งทั้งหมดระบุว่าแนวโน้มของภาวะโลกร้อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนกระทั่งปลายทศวรรษ 1980 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก็เริ่มเชิดหัวขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ยกเว้นช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ระเบิดในปี 1991 ช่วงต้นทศวรรษ 1980 มีการศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น แต่ยังจำกัดอยู่ในแวดวงรัฐบาลและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานข่าวเรื่องภาวะโลกร้อนออกมาเป็นระยะ ประกอบกับช่วงดังกล่าวเป็นยุคสงครามเย็น นักสร้างแบบจำลองภูมิอากาศมีข้อถกเถียงกันว่า […]
