คำว่า “ข้อมูล” และ “การสื่อสาร” มักถูกใช้แทนกัน แต่ความหมายของทั้งสองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง — “ข้อมูล” คือการให้(giving out) ส่วน “การสื่อสาร” คือการเข้าถึง (getting through)

-Sidney J. Harris นักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกัน

การสื่อสารที่ดีมักไม่เป็นที่สังเกต เช่นเดียวกับการออกแบบที่ดี เรามักจะสังเกตได้เฉพาะเมื่อมันแย่ ตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกยกขึ้นมาคือแผนที่รถไฟใต้ดินลอนดอน เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก เราจึงไม่รู้สึกถึงการออกแบบ แต่หากใช้มันในการเดินเท้าไปรอบลอนดอน จะพบว่ามันแทบไม่สะท้อน “ความจริง” ทางภูมิศาสตร์เลย

อย่ายึดติดกับวลีเก่าๆ อย่าง “ส่งสารให้ถึงผู้รับ” เพราะนักรณรงค์ที่หมกมุ่นอยู่กับการ “ส่งสาร(sending message)” จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ พวกเขาจะโน้มน้าวใจได้แค่ตัวเองเท่านั้น

การสื่อสารที่ได้ผลต้องเป็นสองทาง — คล้ายโทรศัพท์มากกว่าโทรโข่ง — ต้องมีการมีส่วนร่วมของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารจริงๆ (real communication) นั้นหายาก และคือการ “ถ่ายทอดความคิดจากจิตใจของผู้ส่งไปยังจิตใจของผู้รับ” หากผู้รับไม่ต้องการรับสาร ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เขาก็จะไม่รับมัน

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการสื่อสารจึงจำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจของผู้รับสาร ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยคือการมองการสื่อสารเป็นเพียงกระบวนการเชิงเทคนิคทางเดียวซึ่งออกแบบมาให้สะท้อนมุมมองของผู้ส่งโดยไม่สนใจว่าจะเข้าถึงผู้รับได้จริงหรือไม่

คำอย่าง “ส่งสาร(delivering messages)” “เผยแพร่ข้อมูล(sending information)” หรือ “โฆษณาแบบเจาะจง(targeting advertising)” กลายเป็นเหมือนการยิงขีปนาวุธ — ยิงแล้วก็ลืม — ทั้งที่ “ลืม” ควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้น

นักรณรงค์ควรใช้เวลา “รับฟัง” สาธารณชน กลุ่มเป้าหมาย พันธมิตรและฝ่ายตรงข้ามให้มากพอๆ กับเวลาที่ใช้วางแผนการสื่อสารในออฟฟิศ

คำว่า “ผู้ชม” (audience) อาจสื่อว่าผู้รับสารเป็นฝ่ายนิ่งเฉย ทั้งที่ความจริงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพควรเป็น “บทสนทนา” และหากการโต้ตอบทำไม่ได้ อย่างน้อยการสื่อสารซ้ำๆ ก็อาจช่วยให้เข้าถึงผู้รับได้ในที่สุด

แบบจำลองการสื่อสารพื้นฐานที่ได้รับความนิยม

เราทุกคนรู้ดีว่า ความเข้าใจผิดร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ยิ่งเมื่อมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ หรือผู้สื่อข่าว แม้ปริมาณการสื่อสารจะเพิ่มขึ้น แต่ “เสียงรบกวน” ก็จะแทรกเข้ามาในช่องทางการสื่อสาร จากการตีความของผู้สื่อข่าว หรือจากมลภาวะของข้อความอื่นๆ นับพันที่เราเผชิญในแต่ละวัน

การจะสื่อสารให้ดีขึ้นจึงควรมีการรับฟังข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอโดยสมัครใจหรือได้มาผ่านการวิจัยเชิงคุณภาพ


แบบจำลองการสื่อสารที่รวมองค์ประกอบของการตอบกลับ (Feedback)

เดส วิลสัน ผู้ก่อตั้งองค์กร Shelter เคยกล่าวไว้ว่า: “จำไว้ว่า ยิ่งผู้ชมมากเท่าไร ข้อความก็ยิ่งต้องเรียบง่าย” ดังนั้นเมื่อใช้สื่อสาธารณะ ข้อความที่ส่งออกไปต้องเรียบง่ายกว่าการสื่อสารที่ซับซ้อนซึ่งสามารถทำได้ในการสนทนาที่บ้านหรือในที่ทำงาน

หากคุณพบเหตุเพลิงไหม้

“คำที่สั้นที่สุดมักดีที่สุด และคำเก่าๆ มักดีที่สุดเสมอ”

— เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์

การสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจมักเป็นไปตามลำดับขั้นที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงโดยนักขายมาหลายรุ่นโดยเวอร์ชันที่เหมาะกับงานรณรงค์คือ :

การรับรู้ → การมีแนวคิดสอดคล้องกัน → การมีส่วนร่วม → การลงมือทำ

ลองดูตัวอย่างประกาศแจ้งเตือนไฟไหม้ที่คุณอาจพบในโรงแรม ข้อความเหล่านี้มักเรียบง่าย แม้ดูเหมือนง่าย แต่ข้อความนั้นถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ

เริ่มจากการบอกให้ “ส่งสัญญาณเตือนภัย” เป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของผู้เข้าพัก ไม่ใช่การบอกให้ “โทรหาหน่วยดับเพลิง” ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่เจ้าของโรงแรมอยากให้ทำเพราะช่วยลดความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่กลับเสี่ยง เพราะอาจต้องตามหาโทรศัพท์ท่ามกลางควันไฟ

ลำดับนี้ให้ความสำคัญกับชีวิตก่อนทรัพย์สิน จากนั้นจึงค่อย “ไปยังจุดปลอดภัย” และ หลังจากนั้นเท่านั้น จึงให้ “โทรแจ้งหน่วยดับเพลิง”

นี่คือ การสื่อสารที่มีเป้าหมาย (ในกรณีนี้คือ “เพื่อช่วยชีวิต”) คุณจำเป็นต้องรู้ให้ชัดว่า ทำไม คุณถึงต้องการสื่อสาร เป้าหมายคืออะไรในแง่ของการลงมือทำ และคุณต้องการให้ใคร “ทำอะไร”ก่อนที่คุณจะสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้

นอกจากนี้ ป้ายประกาศยังเรียบง่ายและให้คำสั่งชัดเจน แทนที่จะเปิดโอกาสให้ถกเถียงซึ่งไม่เหมาะสมเลยในสถานการณ์ฉุกเฉิน มันจึง “ไม่คลุมเครือ”

สุดท้าย ข้อความนั้นก็ดำเนินตามลำดับขั้นของการสื่อสารที่แสดงไว้ในตาราง

หากละเว้นหรือสลับลำดับของขั้นตอนใดไป ก็จะเกิดปัญหา

ถ้าการสื่อสารของเราทั้งหมดเรียบง่ายเช่นนี้ เราทุกคนก็คงสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ในความเป็นจริง การสื่อสารของเรามักไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันกลับคล้ายกับป้ายแจ้งเหตุไฟไหม้แบบอื่นที่แสดงไว้ในภาพด้านล่างมากกว่า

ข้อความนี้พูดถึงเรื่องเดียวกันคือ “เพลิงไหม้” เรียกได้ว่า “ตรงประเด็น” แต่กลับไม่ชัดเจนและอาจทำให้คนถูกย่างสดอยู่ในห้อง เพราะไม่รู้ว่าควรทำอะไร

นี่คือ “สารเกี่ยวกับประเด็น” ไม่ใช่ “การสื่อสาร“ ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปสู่การลงมือทำ” มันเป็นสารที่ชวนให้เกิดการ “ให้ความรู้” หรือ “สร้างเครือข่าย” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครุ่นคิด การอภิปราย และการตีความได้หลายแง่

สถานการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นเมื่อ

เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading