การแคมเปญคือการกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำซึ่งทำได้ดีที่สุดโดยการจำกัดประเด็นให้แคบลง ตัดสิ่งรบกวนออกและลดทางเลือกให้เหลือน้อย — คล้ายกับการโฆษณา


เปรียบเทียบระหว่างแบบจำลองการรณรงค์ (ด้านซ้าย) กับแบบจำลองการศึกษา (ด้านขวา)

โดยทั่วไป แคมเปญจะเริ่มต้นจากปัญหา(ในคอลัมน์ซ้าย) แล้วพาผู้ชมเป้าหมายผ่านลำดับขั้นต่างๆ เช่น การรับรู้ (และความสอดคล้อง)แม้ไม่ได้แสดงในแผนภาพ ความตระหนักและอื่นๆ จนไปถึงการลงมือทำ ในทางตรงกันข้าม การศึกษา(คอลัมน์ขวา) เป็นกระบวนการที่ขยายการรับรู้ เพิ่มทางเลือกและเปิดเผยความซับซ้อน โดยมักเริ่มจากปัญหาเดียวกัน แต่แสดงให้เห็นว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดในตอนแรก”

แบบจำลองการศึกษาเหมาะสำหรับการเรียนรู้แต่ไม่เหมาะกับการแคมเปญ มันช่วยให้เกิดความเข้าใจ แต่ไม่ช่วยให้เกิดการลงมือทำ การนำแบบจำลองนี้มาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจหรือการลงมือทำมักจะนำไปสู่ความสับสนและความหงุดหงิด

หากคุณเคยเข้าร่วมประชุมของคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่ถกกันเรื่องประเด็นปฏิบัติจริง คุณจะเห็นตัวอย่างนี้ชัดเจน ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้เขียนเคยเห็นการอภิปรายเรื่อง “ควรทำอย่างไรกับที่ว่างจากระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายเป็นที่จอดรถ” ซึ่งถกเถียงกันไม่รู้จักจบศาสตราจารย์ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกันมักจะทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น พยายามสร้างมุมมองใหม่ๆ ที่แยบยล ค้นหาประเด็นที่ยังไม่มีใครนึกถึง หรืออ้างถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องพิจารณา

การตั้งคำถามอย่างไม่รู้จบคือกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ “องค์ความรู้ก้าวหน้า” แต่ไม่ใช่กลไกที่ทำให้ ธุรกิจ การเมือง หรือสงครามเดินหน้าได้ ลองเปรียบเทียบ หากการอภิปรายเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในธนาคารหรือบริษัทที่มีกระจกหน้าต่างสองชั้น (double-glazing company) การตัดสินใจน่าจะจบภายในไม่กี่นาที

การตั้งคำถามต่อหลักการพื้นฐานหรือการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเป็นเรื่องดีในวงวิชาการแต่ไม่ใช่สิ่งที่ขับเคลื่อนการลงมือทำในโลกแห่งความจริง

ในทางกลับกัน ลองฟังศาสตราจารย์ถกกันเรื่องความหมายของชีวิต แรงจูงใจของสาธารณชน หรือแม้แต่คำถามว่า “ดนตรีคืออะไร” คุณอาจออกจากห้องประชุมด้วยความประทับใจ มีแง่คิดใหม่ๆ ให้ขบคิด และอาจมองชีวิตของตนเองในมุมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ถ้าคุณลองให้บรรดานายธนาคารหรือผู้อำนวยการฝ่ายขายมาถกกันในประเด็นเดียวกัน (หรือแม้แต่ถามว่า “ธุรกิจคืออะไร”) ไม่นานนัก การสนทนาจะกลายเป็นเพียง คำพูดซ้ำซาก คลุมเครือ หรือวาทะสำเร็จรูป คล้ายกับ “คำคมโชคชะตาในคุกกี้เสี่ยงทาย” ที่หาซื้อได้ทั่วไป


การให้ศึกษาและการรณรงค์ดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม

จงระวังนักรณรงค์ที่ต้องการ “ให้ความรู้” แก่ผู้อื่นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าใจประเด็นในแบบที่ตนเห็นว่า “ถูกต้อง” ก่อนจึงค่อยยอมรับการสนับสนุนจากพวกเขา การยึดมั่นในหลักการเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่การรณรงค์โดยพยายามให้ผู้อื่น “รับเอาหลักการของคุณ” มาเป็นของตัวเองนั้นมักไม่ได้ผล Gerd Leipold นักยุทธศาสตร์การรณรงค์เคยเขียนไว้ “องค์กรรณรงค์ต้องกล้าฉวยโอกาส ไม่ใช่ในแง่ของความเชื่อหรือคุณค่าแต่ในแง่ของการเข้าถึงผู้คน”

เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading