Taragraphies — Header Component

บางครั้งบทเรียนพื้นฐานที่สุดของการออกแบบการรณรงค์กลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในปี 2007 Elaine Lawrence และฉันได้ทำการประเมินผลแคมเปญ “The Big Ask” ขององค์กร Friends of the Earth เช่นเคย เราพยายามดูที่ผลลัพธ์ต่าง ๆ ทั้งในแง่ของผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ รวมถึงผ่านการสัมภาษณ์ทั้งภายในและภายนอก หนึ่งในความคิดเห็นที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากนักข่าว Mike McCarthy บรรณาธิการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของหนังสือพิมพ์ The Independent ของสหราชอาณาจักร:

“ความน่าสนใจนั้นได้ผลดี อย่าให้คนเบื่อ องค์กรสิ่งแวดล้อมจำนวนมากพยายามดึงความสนใจจากสื่อ โดยเน้นสิ่งที่สำคัญแทนที่จะเน้นสิ่งที่น่าสนใจ แต่มันต่างกันมาก แคมเปญนี้ทำให้เรื่องที่สำคัญกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ The Big Ask พูดถึงอะไร? มันนำกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ค่อนข้างน่าเบื่อและซับซ้อนเกี่ยวกับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนมานำเสนอให้น่าสนใจได้ ทั้งที่มันน่าเบื่อมาก”

The Big Ask นั้นได้ผลอย่างแน่นอน สามารถระดมผู้คนหลายหมื่นคนและกลุ่ม Friends of the Earth หลายร้อยกลุ่มทั่วอังกฤษและเวลส์เพื่อกดดัน ส.ส. แทบทุกคนให้สนับสนุนร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งต้องการให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายเพื่อลดการปล่อย CO₂ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินการที่มีพลังและจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม รัฐบาลจึงเปลี่ยนจุดยืนและนำแนวคิดนี้ไปใช้

ผู้สื่อข่าวการเมืองของ BBC Nick Robinson กล่าวไว้ว่า:

“ผู้คนมักถามว่า ‘อะไรเปลี่ยนแปลงการเมืองได้บ้าง?’ นี่แหละคือคำตอบ Friends of the Earth ทำแคมเปญที่เสี่ยงเพื่อผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐมนตรีเคยดูแคลนความคิดนี้ ‘ร่างกฎหมายจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?’ พวกเขาว่า มันไม่คุ้มแม้แต่กระดาษที่เขียนลงไป แต่แล้ว David Cameron (ตอนนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านหลัก) ก็รับแนวคิดนี้เป็นธีมหลัก Menzies Campbell (ผู้นำฝ่ายค้านลำดับที่สอง) ก็ประกาศนโยบายสำคัญเรื่องภาษีสีเขียว และรัฐมนตรีก็เริ่มพูดว่า ‘เอาล่ะ มาทำร่างกฎหมายกันเถอะ’”

แต่น่าสนใจตรงไหน? คำตอบคือที่ตัวแคมเปญเอง Mike McCarthy ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกถามคือเรื่องการเมืองและนโยบาย – ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่การสร้างแบรนด์ของแคมเปญให้ไม่ดูเหมือนของ Friends of the Earth (หากไม่สังเกตก็แทบไม่รู้ว่าเป็นขององค์กรนี้) โดยใช้ศิลปินแนวร็อกชื่อดัง เช่น Thom Yorke จากวง Radiohead มาช่วยเพิ่มความมีบุคลิกและสไตล์ที่ดูหนุ่มขึ้น แสบขึ้น และน่าสนใจกว่าภาพลักษณ์ปกติของ Friends of the Earth ทำให้แคมเปญนี้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ในเชิงสังคมและจิตวิทยา ดึงดูดกลุ่มผู้สนับสนุนใหม่ และปลุกพลังของกลุ่มเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

บริษัทโฆษณา CHI ช่วยหล่อหลอมแนวคิดของ The Big Ask ซึ่งในแง่ของการสื่อสารนั้นมันถูกเรียกว่า “dangle” – หรือของล่อ ที่ห้อยอยู่ตรงหน้าผู้ชม ผู้อ่าน หรือผู้ฟัง เพื่อกระตุ้นให้ค้นหาว่าเนื้อหาจริงคืออะไร

องค์กรต่าง ๆ มักกังวลเรื่องการหลีกเลี่ยงข้อความที่สื่อสารปะปนกัน และการสื่อสารข้อความสำคัญให้ชัดเจน หรือกลัวว่าจะให้รายละเอียดผิด แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นคือการถูกเพิกเฉย คุณอาจสนใจในเรื่องที่คุณทำ แต่คนอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องสำคัญก็จริง สมควรพูดถึงก็ใช่ แต่ไม่น่าจะดึงดูดใจนัก ดังนั้น “ความน่าสนใจ” แม้ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญ

อีกตัวอย่างหนึ่งของ “ความน่าสนใจ” คราวนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน ลองดูแคมเปญเปลือยอกของสภาความปลอดภัยทางถนนเดนมาร์กที่ www.speedbandits.dk หรือเว็บไซต์ยอดนิยมไม่แพ้กัน www.globalrichlist.com ซึ่งเป็นวิธีสื่อสารที่ตรงไปตรงมาในการทำให้คนในประเทศร่ำรวยตระหนักว่าตัวเองร่ำรวยกว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกมากแค่ไหน

เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading