จิตใจที่หมดแรง
ไทยในวังวนแห่งวิกฤตซ้อนวิกฤต
เมื่อดินใต้เท้าที่เคยมั่นคงกลายเป็นทรายดูด — ความเหนื่อยล้าของสังคมไทยไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสัญญาณเตือนที่เราต้องอ่านให้ออก
ลองนึกถึงภาพคนไทยคนหนึ่งในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาหรือเธอผ่านรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ผ่านการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์ถูกพลิกกลับ ผ่านโควิด-19 ที่ทำลายอาชีพและพรากคนใกล้ชิด ผ่านการลุกฮือของคนรุ่นใหม่และความรุนแรงที่ตามมา ผ่านค่าไฟที่พุ่งสูงถึง 4.72 บาทต่อหน่วยในปี 2566 ผ่านภัยแล้งในภาคเหนือและน้ำท่วมในภาคใต้ที่สลับกันมา และวันนี้ เขาหรือเธอยังต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางสงครามภาษีระหว่างมหาอำนาจ
วิกฤตแต่ละครั้งไม่เคยสิ้นสุดอย่างแท้จริง มันแค่ค่อยๆ จางลงแล้วถูกทับซ้อนด้วยวิกฤตต่อไป นักจิตวิทยาชาวเยอรมันมีชื่อเรียกสภาวะนี้ว่า "polycrisis" หรือ วิกฤตซ้อนวิกฤต — และผลที่ตามมาคือสภาวะที่พวกเขาเรียกว่า "The Great Exhaustion" ความเหนื่อยล้าครั้งใหญ่ที่กำลังกัดกินสังคมทั่วโลก รวมถึงสังคมไทยด้วย
แต่ก่อนที่เราจะพูดว่าประชาชนไทย "ไม่สนใจ" เรื่องสิ่งแวดล้อม ก่อนที่นักรณรงค์จะตั้งคำถามว่าทำไมคนถึงไม่โกรธมากกว่านี้ต่อวิกฤตโลกร้อน เราจำเป็นต้องอ่านแผนที่ทางอารมณ์ของสังคมให้ออกก่อน
ความวิตกกังวลที่ไม่ได้ชื่อว่าวิตกกังวล
ในทฤษฎีจิตวิทยา ความกลัวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเราในสถานการณ์คับขัน มันเป็นอารมณ์ที่ควรจะมาแล้วก็ไป แต่ในสภาวะ polycrisis ที่ไม่มีวิกฤตใดถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ความกลัวไม่มีที่ไป มันสะสมทบทวีจนกลายเป็นความวิตกกังวลเรื้อรัง
สำหรับสังคมไทย ความวิตกกังวลนี้มีรูปร่างหน้าตาที่เฉพาะเจาะจง — มันไม่ใช่ "climate anxiety" แบบที่พบในหมู่คนรุ่นใหม่ชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่คือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่หลอมรวมกับความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง
สำหรับคนงานในนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี หรือชาวประมงในอ่าวไทย คำว่า "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน" ไม่ได้แปลว่าอนาคตที่ดีขึ้น แต่แปลว่าค่าไฟที่สูงขึ้น งานที่ไม่แน่นอน และนโยบายที่คนข้างบนตัดสินใจโดยไม่มีพวกเขาอยู่ในห้องประชุมด้วย
"ความวิตกกังวลในยุค polycrisis ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพจิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการตอบสนองที่มีความหมายต่อโลกที่กำลังสั่นคลอนอย่างแท้จริง"
งานวิจัยที่วัดระดับความวิตกกังวลในกลุ่มอายุ 16–24 ปีใน 10 ประเทศพบว่า ฟิลิปปินส์ อินเดีย ไนจีเรีย และบราซิล มีระดับความวิตกกังวลสูงที่สุด ร่วมกับออสเตรเลีย — สะท้อนให้เห็นว่าสภาวะนี้ไม่ใช่ปัญหาของโลกตะวันตกเท่านั้น
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางสูงต่อภูมิอากาศ และมีโครงสร้างทางการเมืองที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม มีเงื่อนไขทุกประการที่จะสร้างความวิตกกังวลสะสมในระดับสูง
สังคมที่กำลังโศกเศร้า โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโศกเศร้า
มีคำในภาษาจิตวิทยาที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงในบริบทของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในไทย นั่นคือ "grief" — ความโศกเศร้าจากการสูญเสีย
เราโศกเศร้าได้หลายแบบ ชุมชนรอบแหลมทองหรือมาบตาพุดโศกเศร้าต่อชายฝั่งที่เปลี่ยนไป ต่อกลิ่นอากาศที่ไม่เหมือนเดิม ต่อสิทธิที่เรียกร้องมานานสิบปีแล้วยังไม่ได้รับ เกษตรกรในภาคเหนือโศกเศร้าต่อฤดูฝนที่มาเปลี่ยนเวลา ต่อข้าวที่ให้ผลผลิตน้อยลง ต่ออากาศที่มีหมอกควันพิษไม่ต่ำกว่าสองเดือนต่อปี
คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ โศกเศร้าต่ออนาคตที่รู้สึกว่าถูกปิดตาย — ทั้งโดยโครงสร้างทางการเมืองและโดยโครงสร้างพลังงานที่ถูกล็อกอยู่กับก๊าซธรรมชาติและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่จะยาวไปอีกยี่สิบสามสิบปี
ความโศกเศร้าเหล่านี้แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมแตกออกเป็นชนเผ่าย่อยๆ บางกลุ่มกังวลเรื่อง "สิ้นเดือน" — ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไม่ไหว บางกลุ่มกังวลเรื่อง "สิ้นโลก" — อุณหภูมิที่พุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการพูดคุยระหว่างสองกลุ่มนี้มักไม่ลงรอยกัน
บางคนกังวลเรื่อง "สิ้นเดือน" — ค่าใช้จ่ายที่แบกรับไม่ไหว
บางคนกังวลเรื่อง "สิ้นโลก" — อุณหภูมิที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
และระหว่างสองกลุ่มนี้ มีช่องว่างที่กว้างขวางรอให้นักประชานิยมเดินเข้ามาเติมเต็ม
การปฏิเสธ — กลไกป้องกันตัวเองของจิตใจ
เมื่อจิตใจแบกรับความวิตกกังวลและความโศกเศร้ามากเกินไป มันจะสร้างกลไกป้องกันตัวเองขึ้นมา นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "denial" — การปฏิเสธ ซึ่งต้องแยกให้ออกจากการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงอุดมการณ์ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล
การปฏิเสธเชิงอารมณ์ฟังดูแตกต่างออกไป ในสังคมไทย เราได้ยินมันในรูปแบบต่างๆ เช่น "ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา" หรือ "ไทยปล่อยก๊าซน้อยมากเมื่อเทียบกับจีนหรืออเมริกา ทำไมเราต้องเป็นคนเสียสละ" หรือ "พลังงานแสงอาทิตย์จะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น" หรือแม้แต่ "รัฐบาลจะจัดการเองแหละ"
ปัญหาของการปฏิเสธเชิงอารมณ์คือ การยัดเยียดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้ผล — มันกลับยิ่งทำให้คนสร้างกำแพงขึ้นมาหนาขึ้น และในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น มันทำให้คนโจมตีผู้ส่งสารแทนที่จะรับฟังสาร
นี่คือสาเหตุที่นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศในไทยต้องทบทวนวิธีการสื่อสารอย่างจริงจัง การนำเสนอข้อมูลรายงาน IPCC ต่อคนที่กำลังอยู่ในสภาวะปฏิเสธเชิงอารมณ์ ไม่ต่างอะไรจากการพยายามพูดคุยเรื่องอนาคตกับคนที่กำลังจมน้ำและต้องการความช่วยเหลือในทันที
การปฏิเสธเชิงอุดมการณ์ — ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล บิดเบือนข้อเท็จจริงโดยเจตนา ใช้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นเครื่องมือ ตัวอย่างในไทยได้แก่ การที่ EGAT หรือ PTT ประกาศตัวเองว่า "มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน" ขณะที่ขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ — ต้องต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงและการเปิดเผยข้อมูล
การปฏิเสธเชิงอารมณ์ — เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนทั่วไปเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว ต้องต่อสู้ด้วยการสร้างพื้นที่ให้ความโศกเศร้าได้รับการรับรู้ และการมอบอำนาจในการกระทำที่เป็นรูปธรรม
ความรู้สึกไร้อำนาจ — รากเหง้าที่แท้จริง
ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงความเหนื่อยล้าของสังคมไทย ความรู้สึกไร้อำนาจคือปัจจัยที่ทรงพลังที่สุด และที่น่าสนใจคือมันไม่ได้เกี่ยวแค่การเมืองเท่านั้น
คนที่รู้สึกว่าตัวเองควบคุมชีวิตตัวเองได้น้อย — เพราะค่าแรงขั้นต่ำไม่พอกิน เพราะสัญญาจ้างงานไม่มั่นคง เพราะไม่มีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานข้างบ้านปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง — คนเหล่านี้มักไม่มีแรงเหลือพอจะสนใจว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอีกกี่องศาในอีกสามสิบปีข้างหน้า
ในบริบทของไทย ความไร้อำนาจนี้ถูกซ้ำเติมโดยโครงสร้างที่สร้างขึ้นโดยตั้งใจ — กระบวนการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ปิดประตูการมีส่วนร่วมของสาธารณะ, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ตัดสินใจในห้องปิด, ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ที่ค้างอยู่ในสภาโดยไม่มีกำหนดผ่าน
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวโดยบังเอิญ แต่คือการออกแบบที่ทำให้ประชาชนไม่มีข้อมูลเพียงพอ และไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ ความรู้สึกไร้อำนาจที่ตามมาจึงไม่ใช่ "learned helplessness" หรือความอ่อนแอของปัจเจก — แต่คือ "real helplessness" ที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบ
ความไร้อำนาจของคนไทยต่อนโยบายพลังงานไม่ใช่ความอ่อนแอ — มันคือผลผลิตของระบบที่ถูกออกแบบมาให้ไม่โปร่งใสตั้งแต่ต้น
ช่องว่างที่นักประชานิยมกำลังเดินเข้ามา
เมื่อสังคมเหนื่อยล้า ปฏิเสธ และรู้สึกไร้อำนาจ — ช่องว่างนั้นไม่ได้ว่างเปล่า มีคนรออยู่แล้ว
ในสหราชอาณาจักร ผลสำรวจพบว่า 31% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า "นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ" คือกลุ่มที่พวกเขา "โกรธมากที่สุด" — ตัวเลขสูงกว่าคนที่โทษผู้อพยพด้วยซ้ำ ในไทย แนวโน้มนี้ยังไม่รุนแรงถึงขนาดนั้น แต่ก็มีให้เห็นแล้ว เมื่อนักรณรงค์ถูกมองว่าเป็น "ฝ่ายที่ทำให้ค่าไฟแพง" หรือ "คนที่ต้องการหยุดการพัฒนา"
กลุ่มต่อต้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรกับสังคมที่เหนื่อยล้า — พูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน บอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือภาระทางเศรษฐกิจ บอกว่านักสิ่งแวดล้อมคือผู้ขัดขวางความเจริญ และเสนอตัวเองว่าเป็นฝ่ายที่เข้าใจ "คนตัวเล็กตัวน้อย" มากกว่า
กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อฝ่ายรณรงค์ไม่ได้พูดถึงชีวิตจริงของผู้คน
แล้วเราควรทำอย่างไร — บทบาทของ Taragraphies
การเข้าใจแผนที่ทางอารมณ์ของสังคมไทยไม่ใช่การยอมแพ้ต่อความเฉยเมยของสังคม แต่คือการยืนยันว่าเราจะสื่อสารด้วยความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของผู้รับสาร
สำหรับ Taragraphies นั่นหมายถึงการปรับเปลี่ยนจุดน้ำหนักในงานของเรา
หนึ่ง — หยุดขึ้นต้นด้วยขนาดของภัยพิบัติ การรายงานวิกฤต Hormuz, การปนเปื้อนมาบตาพุด, หรือการล็อกตัวกับก๊าซธรรมชาติในแผน PDP ใหม่ ล้วนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรายงาน แต่ถ้าเราเปิดด้วยขนาดของภัยคุกคามโดยไม่เสนอเส้นทางสู่การกระทำที่เป็นรูปธรรม เราอาจกำลังเพิ่มภาระให้จิตใจที่หมดแรงอยู่แล้ว
สอง — พูดถึงความสูญเสียอย่างตรงไปตรงมา ชุมชนที่เราติดตามรายงานกำลังโศกเศร้าต่อสิ่งที่สูญเสียไปแล้วและยังสูญเสียอยู่ งานสื่อสารมวลชนที่ดีต้องให้พื้นที่กับมิตินี้ ไม่ใช่กระโดดข้ามไปสู่คำตอบทางนโยบายทันที
สาม — ระบุผู้กระทำให้ชัดเจน ความรู้สึกไร้อำนาจลดลงได้เมื่อคนเห็นว่าอุปสรรคที่พวกเขาเผชิญอยู่ไม่ใช่กำแพงที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่คือการตัดสินใจที่ทำโดยคนที่มีชื่อและที่อยู่ที่รู้จักได้ — คณะกรรมการ กพช., คณะกรรมการบริหาร EGAT, และรัฐมนตรีที่ลงนามในสัญญา PPA ระยะยาวกับโรงไฟฟ้าก๊าซ
สี่ — แยกฐานผู้อ่านให้ออก นักนโยบายในกรุงเทพฯ, ชุมชนรอบอีอีซี, และเกษตรกรในภาคเหนือที่เผชิญกับหมอกควันข้ามพรมแดน กำลังอยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน และต้องการการสื่อสารที่แตกต่างกัน การใช้น้ำเสียงเดียวกับทุกกลุ่มคือการสูญเสียโอกาสทุกครั้ง
การรายงานของเราบน PRTR (สิทธิรับรู้มลพิษ), กระบวนการ OECD Accession (มาตรฐานธรรมาภิบาลที่ไทยต้องปฏิบัติตาม), และ โครงสร้างสัญญา Take-or-Pay ในแผน PDP ไม่ใช่แค่งานข่าวเชิงนโยบาย — มันคือการสร้างเครื่องมือให้ประชาชนเห็นว่า "กำแพง" ที่พวกเขาเห็นอยู่นั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่คือทางเลือกที่คนบางกลุ่มเลือกไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
สังคมไทยในปี 2569 ไม่ได้เฉยเมยต่อสิ่งแวดล้อม — มันแค่เหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง เหนื่อยจากวิกฤตที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหนื่อยจากการตัดสินใจที่ต้องทำทุกวันท่ามกลางความไม่แน่นอน เหนื่อยจากความรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ
ความเหนื่อยล้านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของประชาชน แต่คือผลผลิตของระบบที่ออกแบบมาให้คนรู้สึกว่าตนไม่มีพลัง และเป็นผลผลิตของโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤตโดยไม่มีเวลาฟื้นตัวระหว่างกัน
หน้าที่ของสื่อและนักรณรงค์ในบริบทนี้ไม่ใช่การตะโกนดังขึ้น ไม่ใช่การพยักหน้าตามหรือพยายามทำให้คนรู้สึกผิด แต่คือการทำให้เห็นชัดว่า อุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่โชคชะตา มันคือการตัดสินใจของคนบางกลุ่ม และการตัดสินใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้
นั่นคือสิ่งที่ Taragraphies มุ่งมั่นจะทำต่อไป
แต่เราสามารถตั้งชื่อมันได้ — และนั่นคือจุดเริ่มต้น
