จิตใจที่หมดแรง — taragraphies
taragraphies
บทบรรณาธิการ · Opinion · Climate Psychology
บทวิเคราะห์ · Polycrisis

จิตใจที่หมดแรง
ไทยในวังวนแห่งวิกฤตซ้อนวิกฤต

เมื่อดินใต้เท้าที่เคยมั่นคงกลายเป็นทรายดูด — ความเหนื่อยล้าของสังคมไทยไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสัญญาณเตือนที่เราต้องอ่านให้ออก

มิถุนายน 2569

ลองนึกถึงภาพคนไทยคนหนึ่งในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาหรือเธอผ่านรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ผ่านการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์ถูกพลิกกลับ ผ่านโควิด-19 ที่ทำลายอาชีพและพรากคนใกล้ชิด ผ่านการลุกฮือของคนรุ่นใหม่และความรุนแรงที่ตามมา ผ่านค่าไฟที่พุ่งสูงถึง 4.72 บาทต่อหน่วยในปี 2566 ผ่านภัยแล้งในภาคเหนือและน้ำท่วมในภาคใต้ที่สลับกันมา และวันนี้ เขาหรือเธอยังต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางสงครามภาษีระหว่างมหาอำนาจ

วิกฤตแต่ละครั้งไม่เคยสิ้นสุดอย่างแท้จริง มันแค่ค่อยๆ จางลงแล้วถูกทับซ้อนด้วยวิกฤตต่อไป นักจิตวิทยาชาวเยอรมันมีชื่อเรียกสภาวะนี้ว่า "polycrisis" หรือ วิกฤตซ้อนวิกฤต — และผลที่ตามมาคือสภาวะที่พวกเขาเรียกว่า "The Great Exhaustion" ความเหนื่อยล้าครั้งใหญ่ที่กำลังกัดกินสังคมทั่วโลก รวมถึงสังคมไทยด้วย

แต่ก่อนที่เราจะพูดว่าประชาชนไทย "ไม่สนใจ" เรื่องสิ่งแวดล้อม ก่อนที่นักรณรงค์จะตั้งคำถามว่าทำไมคนถึงไม่โกรธมากกว่านี้ต่อวิกฤตโลกร้อน เราจำเป็นต้องอ่านแผนที่ทางอารมณ์ของสังคมให้ออกก่อน


ความวิตกกังวลที่ไม่ได้ชื่อว่าวิตกกังวล

ในทฤษฎีจิตวิทยา ความกลัวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเราในสถานการณ์คับขัน มันเป็นอารมณ์ที่ควรจะมาแล้วก็ไป แต่ในสภาวะ polycrisis ที่ไม่มีวิกฤตใดถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ความกลัวไม่มีที่ไป มันสะสมทบทวีจนกลายเป็นความวิตกกังวลเรื้อรัง

สำหรับสังคมไทย ความวิตกกังวลนี้มีรูปร่างหน้าตาที่เฉพาะเจาะจง — มันไม่ใช่ "climate anxiety" แบบที่พบในหมู่คนรุ่นใหม่ชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่คือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่หลอมรวมกับความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง

สำหรับคนงานในนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี หรือชาวประมงในอ่าวไทย คำว่า "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน" ไม่ได้แปลว่าอนาคตที่ดีขึ้น แต่แปลว่าค่าไฟที่สูงขึ้น งานที่ไม่แน่นอน และนโยบายที่คนข้างบนตัดสินใจโดยไม่มีพวกเขาอยู่ในห้องประชุมด้วย

"ความวิตกกังวลในยุค polycrisis ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพจิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการตอบสนองที่มีความหมายต่อโลกที่กำลังสั่นคลอนอย่างแท้จริง"

ข้อมูลอ้างอิง · Context

งานวิจัยที่วัดระดับความวิตกกังวลในกลุ่มอายุ 16–24 ปีใน 10 ประเทศพบว่า ฟิลิปปินส์ อินเดีย ไนจีเรีย และบราซิล มีระดับความวิตกกังวลสูงที่สุด ร่วมกับออสเตรเลีย — สะท้อนให้เห็นว่าสภาวะนี้ไม่ใช่ปัญหาของโลกตะวันตกเท่านั้น

ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางสูงต่อภูมิอากาศ และมีโครงสร้างทางการเมืองที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม มีเงื่อนไขทุกประการที่จะสร้างความวิตกกังวลสะสมในระดับสูง


สังคมที่กำลังโศกเศร้า โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโศกเศร้า

มีคำในภาษาจิตวิทยาที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงในบริบทของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในไทย นั่นคือ "grief" — ความโศกเศร้าจากการสูญเสีย

เราโศกเศร้าได้หลายแบบ ชุมชนรอบแหลมทองหรือมาบตาพุดโศกเศร้าต่อชายฝั่งที่เปลี่ยนไป ต่อกลิ่นอากาศที่ไม่เหมือนเดิม ต่อสิทธิที่เรียกร้องมานานสิบปีแล้วยังไม่ได้รับ เกษตรกรในภาคเหนือโศกเศร้าต่อฤดูฝนที่มาเปลี่ยนเวลา ต่อข้าวที่ให้ผลผลิตน้อยลง ต่ออากาศที่มีหมอกควันพิษไม่ต่ำกว่าสองเดือนต่อปี

คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ โศกเศร้าต่ออนาคตที่รู้สึกว่าถูกปิดตาย — ทั้งโดยโครงสร้างทางการเมืองและโดยโครงสร้างพลังงานที่ถูกล็อกอยู่กับก๊าซธรรมชาติและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่จะยาวไปอีกยี่สิบสามสิบปี

ความโศกเศร้าเหล่านี้แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมแตกออกเป็นชนเผ่าย่อยๆ บางกลุ่มกังวลเรื่อง "สิ้นเดือน" — ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไม่ไหว บางกลุ่มกังวลเรื่อง "สิ้นโลก" — อุณหภูมิที่พุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการพูดคุยระหว่างสองกลุ่มนี้มักไม่ลงรอยกัน

บางคนกังวลเรื่อง "สิ้นเดือน" — ค่าใช้จ่ายที่แบกรับไม่ไหว
บางคนกังวลเรื่อง "สิ้นโลก" — อุณหภูมิที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
และระหว่างสองกลุ่มนี้ มีช่องว่างที่กว้างขวางรอให้นักประชานิยมเดินเข้ามาเติมเต็ม


การปฏิเสธ — กลไกป้องกันตัวเองของจิตใจ

เมื่อจิตใจแบกรับความวิตกกังวลและความโศกเศร้ามากเกินไป มันจะสร้างกลไกป้องกันตัวเองขึ้นมา นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "denial" — การปฏิเสธ ซึ่งต้องแยกให้ออกจากการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงอุดมการณ์ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การปฏิเสธเชิงอารมณ์ฟังดูแตกต่างออกไป ในสังคมไทย เราได้ยินมันในรูปแบบต่างๆ เช่น "ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา" หรือ "ไทยปล่อยก๊าซน้อยมากเมื่อเทียบกับจีนหรืออเมริกา ทำไมเราต้องเป็นคนเสียสละ" หรือ "พลังงานแสงอาทิตย์จะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น" หรือแม้แต่ "รัฐบาลจะจัดการเองแหละ"

ปัญหาของการปฏิเสธเชิงอารมณ์คือ การยัดเยียดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้ผล — มันกลับยิ่งทำให้คนสร้างกำแพงขึ้นมาหนาขึ้น และในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น มันทำให้คนโจมตีผู้ส่งสารแทนที่จะรับฟังสาร

นี่คือสาเหตุที่นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศในไทยต้องทบทวนวิธีการสื่อสารอย่างจริงจัง การนำเสนอข้อมูลรายงาน IPCC ต่อคนที่กำลังอยู่ในสภาวะปฏิเสธเชิงอารมณ์ ไม่ต่างอะไรจากการพยายามพูดคุยเรื่องอนาคตกับคนที่กำลังจมน้ำและต้องการความช่วยเหลือในทันที

แยกแยะให้ออก · Critical Distinction

การปฏิเสธเชิงอุดมการณ์ — ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล บิดเบือนข้อเท็จจริงโดยเจตนา ใช้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นเครื่องมือ ตัวอย่างในไทยได้แก่ การที่ EGAT หรือ PTT ประกาศตัวเองว่า "มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน" ขณะที่ขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ — ต้องต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงและการเปิดเผยข้อมูล

การปฏิเสธเชิงอารมณ์ — เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนทั่วไปเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว ต้องต่อสู้ด้วยการสร้างพื้นที่ให้ความโศกเศร้าได้รับการรับรู้ และการมอบอำนาจในการกระทำที่เป็นรูปธรรม


ความรู้สึกไร้อำนาจ — รากเหง้าที่แท้จริง

ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงความเหนื่อยล้าของสังคมไทย ความรู้สึกไร้อำนาจคือปัจจัยที่ทรงพลังที่สุด และที่น่าสนใจคือมันไม่ได้เกี่ยวแค่การเมืองเท่านั้น

คนที่รู้สึกว่าตัวเองควบคุมชีวิตตัวเองได้น้อย — เพราะค่าแรงขั้นต่ำไม่พอกิน เพราะสัญญาจ้างงานไม่มั่นคง เพราะไม่มีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานข้างบ้านปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง — คนเหล่านี้มักไม่มีแรงเหลือพอจะสนใจว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอีกกี่องศาในอีกสามสิบปีข้างหน้า

ในบริบทของไทย ความไร้อำนาจนี้ถูกซ้ำเติมโดยโครงสร้างที่สร้างขึ้นโดยตั้งใจ — กระบวนการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ปิดประตูการมีส่วนร่วมของสาธารณะ, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ตัดสินใจในห้องปิด, ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ที่ค้างอยู่ในสภาโดยไม่มีกำหนดผ่าน

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวโดยบังเอิญ แต่คือการออกแบบที่ทำให้ประชาชนไม่มีข้อมูลเพียงพอ และไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ ความรู้สึกไร้อำนาจที่ตามมาจึงไม่ใช่ "learned helplessness" หรือความอ่อนแอของปัจเจก — แต่คือ "real helplessness" ที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบ

ความไร้อำนาจของคนไทยต่อนโยบายพลังงานไม่ใช่ความอ่อนแอ — มันคือผลผลิตของระบบที่ถูกออกแบบมาให้ไม่โปร่งใสตั้งแต่ต้น


ช่องว่างที่นักประชานิยมกำลังเดินเข้ามา

เมื่อสังคมเหนื่อยล้า ปฏิเสธ และรู้สึกไร้อำนาจ — ช่องว่างนั้นไม่ได้ว่างเปล่า มีคนรออยู่แล้ว

ในสหราชอาณาจักร ผลสำรวจพบว่า 31% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า "นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ" คือกลุ่มที่พวกเขา "โกรธมากที่สุด" — ตัวเลขสูงกว่าคนที่โทษผู้อพยพด้วยซ้ำ ในไทย แนวโน้มนี้ยังไม่รุนแรงถึงขนาดนั้น แต่ก็มีให้เห็นแล้ว เมื่อนักรณรงค์ถูกมองว่าเป็น "ฝ่ายที่ทำให้ค่าไฟแพง" หรือ "คนที่ต้องการหยุดการพัฒนา"

กลุ่มต่อต้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรกับสังคมที่เหนื่อยล้า — พูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน บอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือภาระทางเศรษฐกิจ บอกว่านักสิ่งแวดล้อมคือผู้ขัดขวางความเจริญ และเสนอตัวเองว่าเป็นฝ่ายที่เข้าใจ "คนตัวเล็กตัวน้อย" มากกว่า

กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อฝ่ายรณรงค์ไม่ได้พูดถึงชีวิตจริงของผู้คน


แล้วเราควรทำอย่างไร — บทบาทของ Taragraphies

การเข้าใจแผนที่ทางอารมณ์ของสังคมไทยไม่ใช่การยอมแพ้ต่อความเฉยเมยของสังคม แต่คือการยืนยันว่าเราจะสื่อสารด้วยความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของผู้รับสาร

สำหรับ Taragraphies นั่นหมายถึงการปรับเปลี่ยนจุดน้ำหนักในงานของเรา

หนึ่ง — หยุดขึ้นต้นด้วยขนาดของภัยพิบัติ การรายงานวิกฤต Hormuz, การปนเปื้อนมาบตาพุด, หรือการล็อกตัวกับก๊าซธรรมชาติในแผน PDP ใหม่ ล้วนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรายงาน แต่ถ้าเราเปิดด้วยขนาดของภัยคุกคามโดยไม่เสนอเส้นทางสู่การกระทำที่เป็นรูปธรรม เราอาจกำลังเพิ่มภาระให้จิตใจที่หมดแรงอยู่แล้ว

สอง — พูดถึงความสูญเสียอย่างตรงไปตรงมา ชุมชนที่เราติดตามรายงานกำลังโศกเศร้าต่อสิ่งที่สูญเสียไปแล้วและยังสูญเสียอยู่ งานสื่อสารมวลชนที่ดีต้องให้พื้นที่กับมิตินี้ ไม่ใช่กระโดดข้ามไปสู่คำตอบทางนโยบายทันที

สาม — ระบุผู้กระทำให้ชัดเจน ความรู้สึกไร้อำนาจลดลงได้เมื่อคนเห็นว่าอุปสรรคที่พวกเขาเผชิญอยู่ไม่ใช่กำแพงที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่คือการตัดสินใจที่ทำโดยคนที่มีชื่อและที่อยู่ที่รู้จักได้ — คณะกรรมการ กพช., คณะกรรมการบริหาร EGAT, และรัฐมนตรีที่ลงนามในสัญญา PPA ระยะยาวกับโรงไฟฟ้าก๊าซ

สี่ — แยกฐานผู้อ่านให้ออก นักนโยบายในกรุงเทพฯ, ชุมชนรอบอีอีซี, และเกษตรกรในภาคเหนือที่เผชิญกับหมอกควันข้ามพรมแดน กำลังอยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน และต้องการการสื่อสารที่แตกต่างกัน การใช้น้ำเสียงเดียวกับทุกกลุ่มคือการสูญเสียโอกาสทุกครั้ง

คานงัดเชิงโครงสร้างที่ Taragraphies ติดตาม

การรายงานของเราบน PRTR (สิทธิรับรู้มลพิษ), กระบวนการ OECD Accession (มาตรฐานธรรมาภิบาลที่ไทยต้องปฏิบัติตาม), และ โครงสร้างสัญญา Take-or-Pay ในแผน PDP ไม่ใช่แค่งานข่าวเชิงนโยบาย — มันคือการสร้างเครื่องมือให้ประชาชนเห็นว่า "กำแพง" ที่พวกเขาเห็นอยู่นั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่คือทางเลือกที่คนบางกลุ่มเลือกไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง


สังคมไทยในปี 2569 ไม่ได้เฉยเมยต่อสิ่งแวดล้อม — มันแค่เหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง เหนื่อยจากวิกฤตที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหนื่อยจากการตัดสินใจที่ต้องทำทุกวันท่ามกลางความไม่แน่นอน เหนื่อยจากความรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ

ความเหนื่อยล้านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของประชาชน แต่คือผลผลิตของระบบที่ออกแบบมาให้คนรู้สึกว่าตนไม่มีพลัง และเป็นผลผลิตของโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤตโดยไม่มีเวลาฟื้นตัวระหว่างกัน

หน้าที่ของสื่อและนักรณรงค์ในบริบทนี้ไม่ใช่การตะโกนดังขึ้น ไม่ใช่การพยักหน้าตามหรือพยายามทำให้คนรู้สึกผิด แต่คือการทำให้เห็นชัดว่า อุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่โชคชะตา มันคือการตัดสินใจของคนบางกลุ่ม และการตัดสินใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้

นั่นคือสิ่งที่ Taragraphies มุ่งมั่นจะทำต่อไป

ดินใต้เท้าอาจกลายเป็นทรายดูด
แต่เราสามารถตั้งชื่อมันได้ — และนั่นคือจุดเริ่มต้น
Tagged: สุขภาพจิต · Polycrisis · พลังงาน · การสื่อสาร · Climate Psychology · Thailand
We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading