กลลวงกัมมันตรังสี: ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมจากโรงงานแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธของ Lynas ในมาเลเซีย

Lynas ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ภายใต้ชื่อ Yilgangi Gold NL ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Lynas ในปี 1985 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) ในปี 1986 ต่อมาในปี 2001 บริษัทได้ขายธุรกิจเหมืองทองคำและหันมาโฟกัสที่แร่แรร์เอิร์ธ (rare earths) Lynas ก่อตั้งโดยประธานกรรมการคนปัจจุบัน Nicholas Curtis ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในปี 2001 Lynas ได้รับใบอนุญาตดำเนินโรงงานแปรรูปแรร์เอิร์ธในออสเตรเลียจากการเทกโอเวอร์บริษัท Ashton ซึ่งก่อนหน้านั้นได้รับอนุญาตในปี 1992 ให้สร้างโรงงานแปรรูปดังกล่าวที่เมือง Meenaar ในออสเตรเลีย เดิมที Lynas มีใบอนุญาตแปรรูปในออสเตรเลียอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลด้านการลดต้นทุน จึงวางแผนจะย้ายกระบวนการแปรรูปไปจีน—ประเทศที่มีเงินลงทุนและต้นทุนดำเนินงานต่ำ มีทักษะสูงในอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ และมีศักยภาพการแยกสกัดที่มีอยู่เดิม ยิ่งไปกว่านั้น จีนบริโภคความต้องการแรร์เอิร์ธของโลกถึง 50% เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการ Lynas ได้ระดม A$75 ล้าน (A$ หมายถึงดอลลาร์ออสเตรเลีย) ผ่านการออกหุ้นกู้แปลงสภาพและหุ้น […]

ระดับกัมมันตรังสีในทะเลที่ฟูกูชิมาเพิ่มสูงขึ้น

รายงานข่าวจากกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น จากการระบุของบริษัท TEPCO พบว่า น้ำทะเลรอบพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมามีระดับของซีเซียม-134 และซีเซียม-137 เพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่กำหนดไว้(ตามฎหมาย) โดยอ่านค่าซีเซียม-134 ณ จุดที่ใกล้กับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ได้ 830 เบคเคอเรลต่อลิตร เทียบกับข้อกำหนดตามกฎหมายที่ 90 เบคเคอเรลต่อลิตร ทั้งซีเซียม-134 และซีเซียม-137 เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โฆษกของ TEPCO กล่าวว่า การเก็บตัวอย่างน้ำทะเลครั้งล่าสุดพบว่า น้ำทะเลปนเปื้อนสารตริเตียมและสตรอนเตียมในระดับสูง เขาบอกว่าไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เกี่ยวกับสภาพของคนงานฟูกูชิมา 6 คน ได้สัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนรังสีอันเป็นมาจากความผิดพลาดของมนุษย์

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings