จากการต่อสู้เพื่อปกป้องวาฬ แล้วกรีนพีซจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือไม่?

เรียบเรียงจาก Karen Zraick นักข่าว New York Time ซึ่งติดตามการพิจารณาคดีฟ้องปิดปากกรีนพีซครั้งประวัติศาสตร์ ในชั้นศาลที่ North Dakota https://www.nytimes.com/2025/03/16/climate/it-fought-to-save-the-whales-can-greenpeace-save-itself.html กรีนพีซเป็นหนึ่งในองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การประท้วงที่ดึงดูดความสนใจมาตลอดกว่า 50 ปี นักกิจกรรมขององค์กรเคยเผชิญหน้ากับเรือล่าวาฬกลางทะเล แขวนป้ายประท้วงจากหอไอเฟล และยึดแท่นขุดเจาะน้ำมันมาแล้ว แม้แต่ในซีรีส์ Seinfeld ยังมีตัวละครนักกิจกรรม (สมมติ) ที่แล่นเรือไปกับกรีนพีซเพื่อหวังพิชิตใจเอเลน ขณะนี้ การดำรงอยู่ของกรีนพีซกำลังถูกคุกคาม: คดีความหนึ่งกำลังเรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์ กรีนพีซระบุว่าหากแพ้คดี อาจต้องปิดสำนักงานในสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คณะลูกขุนคาดว่าจะมีคำตัดสินออกมา คดีนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของกรีนพีซในการประท้วงเมื่อสิบปีก่อน ต่อต้านโครงการท่อส่งน้ำมันใกล้เขตสงวนของชาวซูแห่งสแตนดิงร็อกในนอร์ทดาโคตา บริษัทเจ้าของท่อส่งน้ำมัน Energy Transfer อ้างว่ากรีนพีซสนับสนุนการโจมตีโครงการอย่างผิดกฎหมาย และเป็นผู้นำ “แคมเปญเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จอย่างมุ่งร้าย” ซึ่งทำให้บริษัทได้รับความเสียหายทางการเงิน กรีนพีซระบุว่าตนมีบทบาทเพียงเล็กน้อยและเป็นไปอย่างสันติในการประท้วงที่นำโดยกลุ่มชนพื้นเมือง และมองว่าจริงๆ แล้ว เป้าหมายของคดีนี้คือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่เพียงแค่กับองค์กร แต่รวมถึงทั่วทั้งสหรัฐฯ โดยใช้ภัยคุกคามจากคดีความที่มีค่าใช้จ่ายสูงเป็นเครื่องมือกดดัน คดีความนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ขบวนการสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายอย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พายุ น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ในการล้มล้างกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่มีมานานหลายทศวรรษ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings