Taragraphies — Header Component

ประชาธิปไตยทางพลังงาน

ถ้าถามผมว่า ประชาธิปไตยทางพลังงานคืออะไร มันก็ประมาณนี้ครับ… ออสเตรเลียทำสถิติและบรรลุหมุดหมายด้านพลังงานครั้งสำคัญแบบเงียบๆ ในช่วงปลายปีที่แล้ว พร้อมสร้างสถิติใหม่หลายรายการ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วทั้ง National Electricity Market (NEM) ต่อเนื่อง ตลอดทั้งไตรมาสแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในไตรมาส 4 ปี 2025 National Electricity Market(NEM)คือตลาดซื้อขายไฟฟ้าขายส่ง (Wholesale Electricity Market)ของออสเตรเลียที่มีการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมรัฐทางฝั่งตะวันออกและใต้ (ควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ วิกตอเรีย เซาท์ออสเตรเลียและแทสมาเนีย) โดย Australian Energy Market Operator ทำหน้าที่บริหารจัดการสมดุลพลังงานและซื้อขายผ่านระบบ Spot Market ทุก 5 นาที จุดเด่นสำคัญของ NEM เป็นตลาดประเภท Energy-only market ซึ่งจ่ายเงินให้ผู้ผลิตตามไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง ไม่ได้จ่ายค่าความพร้อม (Capacity Market) ผู้ผลิตไฟฟ้า (Generators) ขายไฟฟ้าให้กับผู้ค้าปลีก (Retailers) หรือลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผ่านระบบที่ผู้จัดการตลาดจะจัดส่งไฟฟ้าจากราคาที่ถูกที่สุดไปหาแพงที่สุด AEMO (Australian […]

พลังงานหมุนเวียนแซงหน้าลิกไนต์ : การปล่อยคาร์บอนของเยอรมนีลดลงในปี 2557

กลุ่มวิจัยพลังงาน AG Energiebilanzen ระบุ การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิลดลงในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การรวมเยอรมนีในปี 1990 (พ.ศ.2533) โดยยืนยันตามรายงานขั้นต้นที่นำเสนอในเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา (กราฟ 1) กราฟ 1 การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิของเยอรมนี 1990-2014 (หน่วย petajoule) ที่มา : AGEB, 2014. การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิลดลงร้อยละ 4.8 เทียบกับ 2556 กลุ่มวิจัย AG Energiebilanzen (AGEB) ระบุตามสถิติเบื้องต้นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ การปรับตัวเลขนั้นนำเอาปัจจัยเรื่องสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงต้นปีเข้าไปด้วย ผลคือการใช้พลังงานต่ากว่าร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปี 2556 การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิ (Primary energy consumption) นั้นรวมถึงไฟฟ้า ความร้อน การขนส่งคมนาคม และสมดุลของการส่งออกพลังงาน AG Energiebilanzen ระบุว่าการลดลงของการปล่อย CO2 จะอยู่ที่ราวๆ ร้อยละ 5 เปรียบเทียบกับ พ.ศ. 2556 จากการที่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภทลดลงและมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของพลังงานหมุนเวียน (กราฟ 2) ครึ่งหนึ่งของการลดการปล่อย CO2 มาจากภาคการผลิตไฟฟ้า AGEB […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บทนำ

การเผาไหม้ถ่านหินเป็นกิจกรรมที่มีมาเป็นเวลานับหลายศตวรรษ โดยปรากฏหลักฐานบันทึกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1100s การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้เข้ามาขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาโดยเริ่มจากอังกฤษเป็นประเทศแรกและส่วนอื่นๆ ของโลกในเวลาต่อมา ในสหรัฐอเมริกา โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกที่มีชื่อว่าเพิร์ลสตรีท(Pearl Street Station) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตอนล่างของแม่น้ำอีสต์(East River) ในมหานครนิวยอร์กได้เปิดดำเนินการในเดือนกันยายน 2423 หลังจากนั้นไม่นาน ถ่านหินก็ได้กลายมาเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ใช้ป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าทั่วโลก ปัจจุบัน ถ่านหินถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก อย่างไรก็ดี การเผาไหม้ถ่านหินถือเป็นหนึ่งในวิธีการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นอันตรายมากที่สุดในโลก โดยก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชนตลอดจนชุมชนทั่วโลก ทว่าอุตสาหกรรมถ่านหินก็ไม่ได้ออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่ก่อขึ้น หากแต่เป็นโลกทั้งโลกที่ต้องร่วมกันรับผลกระทบเหล่านั้น รายงานต้นทุนจริงของถ่านหินฉบับนี้จะตีแผ่ให้เห็นถึงและทำการประเมินในเชิงปริมาณของผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหินมีต่อผู้คนและสภาพแวดล้อมทั่วโลก ความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมหมายถึงการใช้ถ่านหินมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและอยู่ในอัตราที่น่าตกใจ โดยในช่วงระหว่างปี 2542 ถึงปี 2549 ปริมาณการใช้ถ่านหินทั่วโลกถีบตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในอนาคตอันใกล้นี้ก็คาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับเดียวกัน หากยังไม่มีการลดการพึ่งพาการใช้ถ่านหินซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุดลงไป —————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings