แสวงหาทางเลือก : กลยุทธ์ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมและอำนาจนิยม (3)

เขียนโดย : อิกเราะ อะนูกราห์ (Iqra Anugrah) กลยุทธ์ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ในส่วนต่อไปนี้ เราจะสำรวจแนวทางสร้างสรรค์ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในสามภูมิภาคใช้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของพวกเขาท่ามกลางโครงสร้างจักรวรรดินิยมยุคใหม่ กรณีศึกษา 1: พันธมิตรที่ไม่คาดคิดและเครือข่ายของขบวนการสมานฉันท์เพื่อปาเลสไตน์ เรามาเริ่มต้นด้วยตัวอย่างล่าสุดของ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต่อต้านจักรวรรดินิยม นั่นคือ ขบวนการสมานฉันท์เพื่อปาเลสไตน์ เมื่อเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ พันธมิตรระดับประชาชนที่สนับสนุนปาเลสไตน์และสันติภาพได้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายตัวจนกลายเป็นขบวนการที่เข้มแข็ง พันธมิตรนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มที่มีความหลากหลายอย่างกว้างขวาง รวมถึง: องค์กรฝ่ายซ้ายทางการเมือง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวก้าวหน้า สหภาพแรงงานและแรงงานจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงนักศึกษา ชาวยิวต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ กลุ่ม LGBTQ+ ชุมชนมุสลิม พลเมืองทั่วไป องค์กรปาเลสไตน์และชาวพลัดถิ่นปาเลสไตน์ ขบวนการนี้ได้พัฒนา ยุทธศาสตร์หลายด้าน (multi-pronged strategy) เพื่อต่อสู้เพื่อการหยุดยิงถาวรและการปลดปล่อยปาเลสไตน์ แนวทางของขบวนการครอบคลุมตั้งแต่การระดมมวลชนครั้งใหญ่ (mass mobilisation) การใช้ช่องทางการทูตเพื่อกดดันรัฐบาลต่าง ๆ (diplomatic efforts) การใช้สื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมือง (media operations) การรวมตัวของขบวนการในรูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่า พันธมิตรที่หลากหลายสามารถร่วมกันสร้างแนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมและทุนนิยมอำนาจนิยมได้ แม้ว่าจะมาจากกลุ่มที่มีจุดยืนและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันก็ตาม องค์ประกอบเหล่านี้ แม้จะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการและไม่ได้ประสานงานกันโดยตรง แต่สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน นำไปสู่การก่อตัวของพันธมิตรที่ไม่คาดคิดระหว่างกลุ่ม องค์กร […]

แสวงหาทางเลือก : กลยุทธ์ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมและอำนาจนิยม (1)

เขียนโดย : อิกเราะ อะนูกราห์ (Iqra Anugrah) ในเดือนพฤษภาคม 2024 เจ็ดเดือนหลังจากสงครามของอิสราเอลต่อฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้น นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (UvA) ได้จัดตั้งค่ายสมานฉันท์กับกาซาเป็นครั้งแรกในเนเธอร์แลนด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วยุโรปและสหรัฐฯ คณะผู้บริหารของ UvA ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรีเมืองอัมสเตอร์ดัม เฟมเก ฮาลเซมา ได้ให้ตำรวจสลายค่ายดังกล่าว แต่ขบวนการเคลื่อนไหวไม่ได้หยุดลง นักศึกษาผู้ประท้วงสามารถสร้างค่ายที่สองซึ่งใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่ายใหม่นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการประท้วงและการตั้งค่ายทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนปาเลสไตน์ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในเนเธอร์แลนด์ ขบวนการทางสังคมต่าง ๆ ชุมชนชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่น รวมถึงสมาชิกชนชั้นแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพ กระแสการเมืองต่อต้านจักรวรรดินิยมรูปแบบใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น สงครามที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาและดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองในเวสต์แบงก์ได้ช่วยจุดประกายให้กระแสการเมืองต่อต้านจักรวรรดินิยมกลับมามีบทบาทอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ต่อยอดจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายแห่งในโลกใต้ (Global South) ที่เป็นแนวหน้าของการต่อต้านระบอบเผด็จการและการขยายอำนาจของลัทธิจักรวรรดินิยมที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม ขบวนการเหล่านี้รวมถึงพันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance) ที่ต่อต้านอำนาจนิยมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขบวนการทางการเมืองฝ่ายซ้ายและรัฐบาลในหลายประเทศของละตินอเมริกาและยุโรป การประท้วงของขบวนการ Black Lives Matter ในสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่ต่อต้านอุตสาหกรรมขูดรีด การแสวงหาผลประโยชน์จากทุนนิยม อำนาจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings