ยังไม่ชัดเจนว่าการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวจะสามารถรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญ คำมั่นของก๊าซฟอสซิลเหลวต่อความมั่นคงด้านพลังงานในอาเซียน มีแรงส่งที่เข้มข้นขึ้นต่อแนวคิดที่ว่าการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวเพิ่มขึ้น รวมถึงจากสหรัฐฯ เป็นวิธีสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นได้ผลักดันก๊าซฟอสซิลเหลวให้เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการ Asia Zero Emission Community (AZEC) เหตุผลหนึ่งที่ผู้สนับสนุนการใช้ก๊าซฟอสซิลเหลวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักหยิบยกขึ้นมาคือ ก๊าซฟอสซิลเหลวช่วยลดการพึ่งพาผู้จัดหาพลังงานหรือเส้นทางขนส่งบางประเทศ ทำให้ระบบอุปทานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แนวคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานนี้ได้รับแรงขับจากการที่กำลังการผลิตก๊าซฟอสซิลเหลวทั่วโลกกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและกาตาร์ที่กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานการส่งออก ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า กำลังการส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลวรวมทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 33% ระหว่างปี 2024–2028 จาก 665 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 884 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะเพิ่มการใช้ก๊าซฟอสซิลเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากถ่านหิน ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้หันมาพึ่งก๊าซฟอสซิลเหลวโดยมีแผนลงทุน 11.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อขยายขีดความสามารถในการนำเข้า นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเก็บภาษีขนาดใหญ่ต่อประเทศในภูมิภาคนี้ ยิ่งสร้างแรงจูงใจให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบแสดงท่าทีชัดเจนว่าพวกเขาต้องการซื้อมาก๊าซฟอสซิลเหลวจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ตลาดก๊าซฟอสซิลเหลวในภูมิภาคปัจจุบันและแผนการขยายในระดับประเทศ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวที่มีความชัดเจนมากที่สุดในภูมิภาค โดยตามแผนก๊าซ 2040 (Gas Plan 2040) ประเทศไทยตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนก๊าซฟอสซิลเหลวที่ใช้ตอบสนองความต้องการก๊าซทั้งหมดจาก 31% ในปี 2024 เป็นประมาณ 40% ภายในปี 2030 คาดการณ์ว่าในช่วงกลางทศวรรษ 2030 การผลิตไฟฟ้าราว 41% จะมาจากโรงไฟฟ้าก๊าซ ในเดือนเมษายน 2025 ระหว่างการเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องภาษี ประเทศไทยประกาศว่าจะนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวจากสหรัฐฯ เพิ่มอีก […]
