เหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในแคว้นคัมเบรีย สหราชอาณาจักร

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการอนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในคัมเบรีย สหราชอาณาจักร เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์หากมีมุมมองอื่นเกี่ยวกับถ่านหินที่จะขุดขึ้นมาในช่วงห้าสิบปีข้างหน้าและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้ถ่านหิน วิดีโอสามมิตินี้ไม่ได้แสดงถึงปริมาณของถ่านหิน แต่เพียงแค่แสดงให้เห็นว่าจะมีจำนวนเท่าใดหากมีเหมืองถ่านหินเกิดขึ้น เหมืองถ่านหินในคัมเบรียจะผลิตถ่านหินโค๊กเกือบ 3 ล้านตันทุกปีเป็นเวลา 50 ปี ถ่านหินโค๊ก (หรือที่เรียกว่า metallurgical coal) ใช้ในการผลิตเหล็ก แม้ว่าผู้ผลิตเหล็กที่วางแผนล่วงหน้าจะขยายโรงถลุงเหล็กที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศโดยใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่เหล็กยังคงเป็นวัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตเหล็กโดยใช้ถ่านหินเลย เราสามารถทดแทนการใช้ถ่านหินโค๊กด้วยก๊าซธรรมชาติในกระบวนการที่เรียกว่า Direct Reduced Iron (DRI) ซึ่งลดการปล่อย CO₂ ลงประมาณ 40% DRI ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 5% ของการผลิตเหล็กทั่วโลก เทคนิคการผลิตเหล็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงหนุนจากความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมเหล็กมีสัดส่วนประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ถือเป็นเดิมพันที่สูง ภายในปี 2569 การผลิตเหล็กปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเริ่มขึ้นในสวีเดน การผลิตไฮโดรเจน ‘สีเขียว’ ซึ่งผลิตจากไฟฟ้าหมุนเวียนส่วนเกินกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลก ภาพสามมิตินี้สร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่ของ Real World Visuals ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและประหยัดสำหรับการแสดงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ภาพนิ่งความละเอียดสูงพร้อมใบอนุญาต Creative Commons (Attribution) สามารถดาวน์โหลดได้จาก Real World Visuals […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings