ที่ซึ่งดานูบพบกับทะเลดำ

แม่น้ำดานูบเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรปโดยมีพื้นที่ลุ่มน้ำ 801,463 ตารางกิโลเมตร (309,447 ตารางไมล์) ครอบคลุม 19 ประเทศ เมื่อแม่น้ำสายใหญ่นั้นไปถึงทะเลดำจะมีสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่โดดเด่นซึ่งก็คือ “เอเวอร์เกลดส์” ของยุโรป สามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบเป็นถิ่นที่อยู่ของนกมากกว่า 300 สายพันธุ์และปลาน้ำจืด 45 สายพันธุ์ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่ปลายยุคหิน (ยุคหินใหม่) และชาวกรีก โรมัน และไบแซนไทน์โบราณได้สร้างท่าเรือการค้าและด่านทหารตามแนวชายฝั่งแห่งนี้ ซึ่งในปัจจุบันคือพรมแดนระหว่างโรมาเนียและยูเครน พื้นที่นี้เป็นมรดกโลกขององค์การสหประชาชาติทั้งในด้านธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของมนุษย์และสำหรับวัฒนธรรมการเดินเรือแบบดั้งเดิมในพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึง ภูมิประเทศปรับเปลี่ยนและก่อรูปใหม่ทั้งโดยอิทธิพลของธรรมชาติและมนุษย์ ภาพด้านบนบันทึกเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 โดยเครื่องมือ Advanced Land Imager (ALI) บนดาวเทียม Earth Observing-1 (EO-1) ของ NASA สามเหลี่ยมปากแม่น้ำดานูบขยายออกทับถมในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา Chilia (หรือ Kilia) ส่วนด้านเหนือสุด มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งมีอายุระหว่าง 300 ถึง 400 ปีและส่วนใหญ่อยู่ในยูเครน พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาพด้านบนเป็นส่วนหนึ่งของเขตสงวนชีวมณฑลดานูบ (Danube Biosphere Reserve) แถบๆ จุดศูนย์กลางของภาพถ่ายดาวเทียม […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings