ทำไมปฏิญญาต่างๆ ที่ COP26 ไม่ช่วยยุติการทำลายป่าไม้ของโลก

มีประกาศข้อตกลงหลายฉบับที่ COP26 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาการทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดิน มี 105 ประเทศภาคี ร่วมลงนามในปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งเน้นถึงการอนุรักษ์ป่าไม้และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง สื่อมวลชนทั่วโลกยกย่องว่าปฏิญญานี้คือ “ผลลัพธ์ที่สำคัญ” ของ COP26 และเป็นขั้นตอนหลักเพื่อหยุดยั้งการทำลายป่าไม้และฟื้นฟูผืนป่าภายในปี 2573 เรามาดูจุดเด่น ข้อด้อย และช่องว่างในปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินซึ่งเกี่ยวโยงกับเกษตรกรรมและการปล่อยก๊าซมีเทน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำลายป่าไม้จะไม่ยุติลง หากเราไม่ตัดวงจรของห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเชิงอุตสาหกรรม ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินที่ COP26 ไม่ช่วยหยุดการทำลายป่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศหลัก เช่น บราซิลและรัสเซีย ซึ่งไม่ได้ร่วมปฏิญญาด้านป่าไม้ในปี 2557 ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินใน COP26 ปฏิญญานี้รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนราว 14 พันล้านปอนด์ และเงินทุนอีก 1.1 พันล้านปอนด์เพื่อปกป้องลุ่มน้ำคองโกที่เป็นผืนป่าฝนเขตร้อนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินยังอ้างถึงชนเผ่าพื้นเมืองว่ามีความสำคัญในการปกป้องป่าไม้ แต่เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองก็กังวลอย่างมากว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เหตุผลชัดเจนที่ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร(Jair Bolsonaro) ของบราซิลรู้สึกดีที่จะลงนามในปฏิญญาใหม่นี้ คือ การเปิดช่องให้มีการทำลายป่าไม้ต่อไปอีกหนึ่งทศวรรษ ปฏิญญาว่าด้วยป่าไม้และการใช้ที่ดินไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมาย และไม่ได้ระบุสาเหตุหลักของการทำลายป่าที่เฉพาะเจาะจงลงไป นั่นคือ การผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเพื่ออุตสาหกรรม ผืนป่าแอมะซอนใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และไม่อาจอยู่รอดจากการทำลายต่อไปได้อีก เกือบ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings