ช่วงเวลาปลอดนิวเคลียร์ของไต้หวัน: หมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เรียบเรียงจาก https://reccessary.com/en/research/taiwan-nuclear-free-moment-milestone-in-energy-transition โดย Taiwan Climate Action Network (TCAN) เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 17 พฤษภาคม เครื่องปฏิกรณ์เครื่องสุดท้ายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหมาหนาน (Maanshan Nuclear Power Plant หรือ NPP3) ได้ถูกตัดออกจากระบบสายส่งไฟฟ้า และด้วยการกระทำที่เงียบงันเพียงครั้งเดียวนี้ ไต้หวันได้ปิดฉากยุคนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ—บรรลุวิสัยทัศน์อันยาวนานของการเป็น “เขตปลอดนิวเคลียร์” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกระบุไว้ในทั้งพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมพื้นฐานและพระราชบัญญัติตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ นี่ไม่ใช่แค่การปลดระวางโรงไฟฟ้า แต่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษว่าด้วยอนาคตของระบบพลังงานของไต้หวัน—ทางเลือกที่อยู่ระหว่างสองแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน นับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานในไตรมาสแรกของปี 2016 สัดส่วนของพลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้าของประเทศลดลงจาก 17% เหลือเพียง 3% ถ่านหินซึ่งเคยเป็นแหล่งหลักก็ลดลงจาก 47% เหลือ 35% ขณะที่พลังงานหมุนเวียน—ส่วนใหญ่คือพลังงานลมและแสงอาทิตย์—เพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่าจาก 1.3% เป็น 12% และก๊าซเหลว (LNG) กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักคิดเป็น 46% ของทั้งระบบ ประเด็นเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในไต้หวันเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด มีการลงประชามติระดับชาติถึงสองครั้ง—ในปี 2018 และ 2021—ที่มุ่งเน้นเรื่องนโยบายด้านนิวเคลียร์ และเพียงไม่กี่วันก่อนการปิดโรงไฟฟ้าเหมาหนาน ในวันที่ 13 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings