ปูติน หนูอุปมาอุปไมยของเขา และฉากทัศน์ที่สงครามในยูเครนอาจจะยุติลง

แปลเรียบเรียงจาก Andreas Kluth https://english.aawsat.com/home/article/3514051/andreas-kluth/putin-his-rat-and-six-ways-war-ukraine-could-end ไม่มีใครรู้ว่าสงครามรุกรานยูเครนของปูตินจะจบลงอย่างไร แต่ฉากทัศน์(scenario)ส่วนใหญ่มีตั้งแต่แย่มากไปถึงแย่ที่สุด เพื่อทำความเข้าใจ เราเริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นหนูที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เป็นหนูที่วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียอ้างว่าช่วงที่เขาเป็นเด็ก (ในเมืองซึ่งตอนนั้นคือ เลนินกราด) ได้ไล่มันไปตามโถงทางเดิน เมื่อหนูจนมุม มันก็หันมาโจมตีเขา เหตุใดปูตินพยายามที่จะทำให้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนี้ถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อชาวรัสเซียที่เป็นผู้ฟังทั่วโลก? เรื่องพื้นๆ ก็คือ เป็นคำขู่ของปูตินที่ปิดบังไว้ ฉันคือหนูตัวนั้น แต่ว่าฉันมีกรงเล็บนิวเคลียร์ ดังนั้น อย่าทำให้ฉันต้องจนมุม มาถึงจุดนี้ — อาจเรียกว่าเป็นมุมมองของหนู — เราต้องคำนึงถึงฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด  ถ้าการวิเคราะห์เป็นเรื่องที่ว่าอะไรดีต่อรัสเซีย การรุกรานยูเครนจะไม่มีวันเริ่มต้นเลย และอาจสิ้นสุดลงทุกเวลาด้วยการเจรจาที่บรรลุข้อตกลง ท้ายที่สุดแล้ว การทำสงครามยิ่งกระทบกับผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซีย โดดเดี่ยวรัสเซียออกจากนานาชาติ และทำให้คนรัสเซียยิ่งยากจนข้นแค้นมากขึ้นไปอีก แต่รัสเซียในฐานะประชาชาติไม่เกี่ยวอะไรกับหนู จริงๆ แล้ว หนูที่เป็นอุปมาอุปไมยนี้คือ “เครมลิน” จากที่ปรากฏให้เห็นทั้งหมด ปูตินถูกโดดเดี่ยว เขาอยู่ในโลกทางจิตใจของเขาเอง ต่างจากผู้นำโซเวียตรุ่นก่อนๆ เขาไม่มีปูลิตบูโร (politburo) รอบตัวเขา ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่น่าเชื่อถือ  เขาตัดสินใจคนเดียว เช่นเดียวกับเหล่าทรราชทั้งในปัจจุบันและในอดีต เขามีเหตุผลที่จะต้องกังวลว่าความล้มเหลวทางการเมืองของเขาอาจไม่จบลงดีๆ ด้วยการเกษียณอายุที่น่าเบื่อแต่สงบสุข แต่ค่อนไปทางจุดจบที่รุนแรงและฉับพลันมากกว่า ดูจากมุมมองของหนูแล้วมีแต่ทางตัน […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings