พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจในแอฟริกาเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง

แผนที่โลกใหม่เกี่ยวกับพื้นที่เกษตรกรรมจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์แสดงให้เห็นว่าแอฟริกา ซึ่งเช่นเดียวกับ อเมริกาใต้ เป็นจุดสนใจของการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อันที่จริงไม่มีทวีปอื่นใดที่เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชใหม่มากไปกว่านั้น เกือบ 79 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกใหม่เหล่านี้เปลี่ยนแปลงมาจากภูมิประเทศตามธรรมชาติมากกว่าที่จะมาจากพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หรือพื้นที่เดิมที่ถูกทิ้งร้าง ในขณะที่อัตราการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชะลอตัวในอเมริกาใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีอัตราเร่งขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2559–2562 เมื่อเทียบกับ 2547–2550 แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตะวันตก กลาง และตะวันออกมีพื้นที่เพาะปลูกพืชขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก Peter Potapov ผู้อำนวยการร่วมของ Global Land and Discovery (GLAD) Lab ของ University of Maryland กล่าวว่า “ในแอฟริกา มีกระบวนการต่างๆ มากมายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง “คุณมีประชากรเพิ่มขึ้น และทำการเกษตรเพื่อการยังชีพมากขึ้นในพื้นที่ยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซาเฮล แต่ในบางประเทศ คุณยังมีการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน เพื่อจัดตั้งการดำเนินการเพื่อผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก” ในบางประเทศ เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โมซัมบิก และแซมเบีย การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพื้นที่เพาะปลูกและการเติบโตของประชากรเพียงเล็กน้อยส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกต่อหัวเพิ่มขึ้น ในเซเนกัล เอธิโอเปีย และไนจีเรีย การเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็วแซงหน้าการจัดตั้งพื้นที่เพาะปลูกใหม่ ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings