ภัยแล้งรุนแรงที่แม่น้ำดานูบ

ภาพบนบันทึกด้วยเครื่องมือบนดาวเทียม Copernicus Sentinel-2A และ Sentinel-2B เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 และ 20 สิงหาคม 2565 ตามลำดับแสดงให้เห็นถึงการขาดแคลนน้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำดานูบที่เป็นพรมแดนระหว่างบัลแกเรียและโรมาเนีย แม่น้ำดานูบเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าที่สำคัญที่สุดในยุโรปตะวันตก เช่นเดียวกับแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ ของยุโรป แม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างมากจากผลที่ตามมาของภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงในยุโรป ในบางส่วนของยุโรปตะวันตก แม่น้ำดานูบไม่สามารถเดินเรือได้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ระดับน้ำที่ Tulcea ในโรมาเนียอยู่ที่ 51 ซม. (ข้อมูลจากพอร์ทัลบริการข้อมูล Danube Fairway) ซึ่งต่ำกว่าค่าต่ำสุดที่จำเป็นสำหรับการเดินเรือ และขณะนี้กำลังดำเนินการขุดลอกแม่น้ำเพื่อเกิดการไหลเวียน

ฝนทิ้งช่วงยาวนานนำไปสู่วิกฤติอาหารในแอฟริกาตะวันออก

หลังจากฤดูฝนที่ล้มเหลวติดต่อกัน 3 ฤดู ผู้คนมากกว่า 20 ล้านคนในแอฟริกาตะวันออกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงด้านอาหารที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 35 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการเกษตรกำลังให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลและหน่วยงานบรรเทาทุกข์เพื่อคาดหวังถึงความต้องการที่สำคัญสำหรับความช่วยเหลือด้านอาหารในโซมาเลีย เคนยา และเอธิโอเปีย วิกฤตสภาพภูมิอากาศและสภาวะลานีญาที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ห่างออกไปครึ่งโลก มีส่วนทำให้เกิดสภาพอากาศที่แห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง และอาจนำความแห้งแล้งเพิ่มขึ้นอีกในฤดูฝนถัดไป คำเตือนมาจากเครือข่ายระบบเตือนภัยทุกภิกขภัยล่วงหน้า (FEWS NET) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สนับสนุนโดยหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) FEWS NET รวบรวมการวิเคราะห์ระดับโลกและระดับภูมิภาคเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหาร (โดยเฉพาะเงื่อนไขสำหรับการทำฟาร์มและการเลี้ยงปศุสัตว์) เพื่อช่วยรัฐบาลและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ในการวางแผนและตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม หน่วยงานในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งสนับสนุน FEWS NET ส่วน NASA สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศ ประเทศเขตร้อนใน Horn of Africa มักจะมีฤดูฝนสองฤดู : ฤดู Gu ในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม และฤดู Deyr ในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ฤดู Deyr ปี 2020 และ 2021 นั้นทั้งแห้งแล้งกว่าปกติอย่างมาก และปี 2021 […]

สถานะของสภาพภูมิอากาศโลกปี 2563

ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญซึ่งคือ คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) มีเทน(CH4) และไนตรัสออกไซด์(N2O) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2562 และ 2563 แม้ว่าจะเป็นช่วงปรากฏการณ์ลานีญา(La Niña) แต่ปี 2563 ยังเป็นหนึ่งในจำนวน 3 ปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมารวมถึงปี 2563 นั้นมีแนวโน้มจะเป็นหกปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นตลอดการบันทึกด้วยมาตรวัดความสูง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการละลายของพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกมีเพิ่มมากขึ้น ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2563 ใกล้เคียงกับปี 2562 และสอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาว ระดับน้ำทะเลโลกที่ลดลงเล็กน้อยในช่วงหลังของปี 2020 มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ La Niña ซึ่งคล้ายกับการลดลงชั่วคราวที่เกี่ยวข้องปรากฏการณ์ La Niña ก่อนหน้านี้ กว่า 80% ของพื้นที่มหาสมุทรประสบกับคลื่นความร้อนทางทะเลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มหาสมุทรส่วนใหญ่พบคลื่นความร้อนทางทะเลจัดอยู่ในประเภท ‘เข้มข้น’ (43%) มากกว่า ‘ปานกลาง’ (28%) ปี 2562 พบว่าปริมาณความร้อนในมหาสมุทรสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอัตราการร้อนขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวซึ่งบ่งชี้ว่า มีการดูดซับความร้อนอย่างต่อเนื่องจากความไม่สมดุลของการแผ่รังสีที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจก ในอาร์กติก […]

คลื่นความร้อนในแคลิฟอร์เนียเร่งวิกฤตไฟป่ามหากาฬ

ช่วงต้นเดือนกันยายน 2563 คลื่นความร้อนแบบเข้มข้นทำลายสถิติอุณหภูมิที่เคยมีมาในหลายพื้นที่ทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ สภาพที่แห้งและร้อนเป็นตัวช่วยโหมการเกิดไฟที่มีอยู่ก่อนแล้วและการเกิดไฟใหม่ ที่เผาทำลายพื้นที่นับหมื่นเอเคอร์ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าสภาวะสุดขั้วเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและยาวนานมากขึ้นในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย แผนที่ด้านบนแสดงถึงแบบแผนการกระจายตวัของอุณหภูมิอากาศทั่งทั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 กันยายน 2563 เมื่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เผชิญกับคลื่นความร้อนอย่างมาก แผนที่มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และนำเสนอถึงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) บริเวณสีแดงเข้มแสดงอุณหภูมิที่มีค่าเกิน 113°F (45°C) ในวันที่ 6 กันยายน 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เมืองลอสแองเจลิสบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมาได้ถึง 121°F (49°C) ที่ Woodland Hills อีกหลายเมือง เช่น Paso Robles และ Palmdale ก็ทุบสถิติอุณหภูมิรายวันเช่นเดียวกัน แผนที่ด้านล่างแสดง อุณหภูมิพื้นผิว(land surface temperatures) ในวันที่ 6 กันยายน บริเวณอุทยานแห่งชาติ San Bernardino ข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings