Taragraphies — Header Component
6 กันยายน 2563

ช่วงต้นเดือนกันยายน 2563 คลื่นความร้อนแบบเข้มข้นทำลายสถิติอุณหภูมิที่เคยมีมาในหลายพื้นที่ทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ สภาพที่แห้งและร้อนเป็นตัวช่วยโหมการเกิดไฟที่มีอยู่ก่อนแล้วและการเกิดไฟใหม่ ที่เผาทำลายพื้นที่นับหมื่นเอเคอร์ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าสภาวะสุดขั้วเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและยาวนานมากขึ้นในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย

แผนที่ด้านบนแสดงถึงแบบแผนการกระจายตวัของอุณหภูมิอากาศทั่งทั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 กันยายน 2563 เมื่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เผชิญกับคลื่นความร้อนอย่างมาก แผนที่มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และนำเสนอถึงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) บริเวณสีแดงเข้มแสดงอุณหภูมิที่มีค่าเกิน 113°F (45°C)

ในวันที่ 6 กันยายน 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เมืองลอสแองเจลิสบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมาได้ถึง 121°F (49°C) ที่ Woodland Hills อีกหลายเมือง เช่น Paso Robles และ Palmdale ก็ทุบสถิติอุณหภูมิรายวันเช่นเดียวกัน

แผนที่ด้านล่างแสดง อุณหภูมิพื้นผิว(land surface temperatures) ในวันที่ 6 กันยายน บริเวณอุทยานแห่งชาติ San Bernardino ข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer Experiment บนสถานีอวกาศของนาซา(ECOSTRESS)ซึ่งวัดรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นผิวโลก ในที่นี้ อุณหภูมิพื้นผิว จะเป็นคนละอย่างกันกับอุณหภูมิอากาศ : อุณหภูมิพื้นผิวจะบอกให้เราทราบว่า เรารับสัมผัสความร้อนของผิวโลกอย่างไร บางครั้ง สามารถร้อนได้มากกว่าเย็นได้มากกว่าอุณหภูมิอากาศ (แผนที่จับภาพไฟป่า the El Dorado fire ซึ่งเผาทำลายพื้นที่มากกว่า 11,000 เอเคอร์และสามารถควบคุมได้ราว 19 % ในวันที่ 9 กันยายน)

6 กันยายน 2563

ความร้อนสุดขั้วเกิดขึ้นหลังจากมีคลื่นความร้อนที่ทุบสถิติอีกอันหนึ่งในแคลิฟอร์เนียเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม 2563 พื้นที่ในแถบ Death Valley มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 130 องศาฟาเรนไฮต์—โดยน่าจะเป็นอุณหภูมิสูงสุดของโลกเท่าที่มีการบันทึกโดยเครื่องมือวัด สภาวะอุณหภูมิสุดขั้วแผ่กระจายเข้าไปปะทะกับความชื้นในภูมิภาคกึ่งร้อนชื้นซึ่งทำให้เกิดพายุฤดูร้อน ฟ้าผ่า และการเกิดไฟป่านับร้อยแห่ง ทั่วทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย

Glynn Hulley นักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่ Jet Propulsion Laboratory ของนาซาบอกว่า คลื่นความร้อนแบบสุดขั้วที่เกิดขึ้นนี้ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด คลื่นความร้อนหมายถึงช่วงเวลาเมื่ออุณหภูมิในพื้นที่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิ(ที่มีการบันทึกในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)เป็นเวลาสองวันหรือมากกว่า “คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานมากขึ้น และอุณหภูมิและความชื้นในเวลากลางคืนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างเช่น แอ่งลอสแองเจลิส(the Los Angeles basin)”

Hulley และเพื่อนร่วมงานตีพิมพ์งานวิจัยในเดือนกรกฏาคม 2563 แสดงให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1950 ถึง 2020 คลื่นความร้อนในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียจะเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานและเข้มข้นมากขึ้นได้อย่างไร โดยการใช้ข้อมูลภาคพื้นดินจาก National Oceanic and Atmospheric Administration ทีมวิจัยทำการตรวจสอบอุณหภูมิของเมืองและพื้นที่ชนบท ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเลและพื้นที่ตอนใน การเกิดคลื่นความร้อนจะมีมากที่สุดในพื้นที่เมืองตอนใน เช่น ลอสแองเจลิส เนื่องจากอยู่ห่างจากการพัดพาของกระแสลมชายฝั่งทะเลและพื้นที่ของเมืองนั้นเป็น “เกาะความร้อน” มีพืชพรรณที่ดูดซับความร้อนน้อยลงและพื้นที่ผิวที่รับความร้อนและแผ่รังสีความร้อนออกมาในช่วงกลางวันมากขึ้น

กราฟด้านล่างแสดงจำนวนคลื่นความร้อนต่อปี ระยะเวลา และความเข้มข้นของคลื่นความร้อนในพื้นที่เมืองตอนในระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 2020 เส้นประแสดงค่าเฉลี่ยของนิยามคลื่นความร้อน 3 แบบ ซึ่งยอมรับโดยชุมชนวิทยาศาสตร์ พื้นที่ระบายสีแสดงความเบี่ยงเบนไปจากค่าปกติ ส่วนความเข้มนั้นคำนวณจากค่าอุณหภูมิสูงสุดของคลื่นความร้อนหักออกจากอุณหภูมิคลื่นความร้อนโดยเฉลี่ย

ค.ศ.1950 – 2020

Hulley และทีมงานพบการพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเกิดขึ้นของคลื่นความร้อนในช่วงที่มีความแห้งแล้งรุนแรง โดยเฉพาะ ภัยแล้งปี ค.ศ.2012-2016 ในแคลิฟอร์เนีย ในช่วงเวลาดังกล่าว คลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นจาก 4 เท่า เป็น 6 เท่าต่อปี และระยะเวลาที่เกิดคลื่นความร้อนก็เพิ่มขึ้นจาก 5 วันเป็น 6 วันโดยเฉลี่ย

สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อนคืออุณหภูมิเวลากลางคืนที่อุ่นขึ้นในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.41°C ต่อทศวรรษ แนวโน้มดังกล่าวนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อรวมค่าความชื้น(เช่น ดัชนีความร้อน เป็นต้น)เข้าไปด้วย

Brian Kahn นักวิจัยที่ Jet Propulsion Laboratory กล่าวว่า “คลื่นความร้อนที่ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตจะเป็นคลื่นความร้อนในช่วงกลางคืนที่อุ่นและมีความชื้นสูง และจะเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นเรื่องปกติมากขึ้นต่อไป กลางคืนเป็นเวลาที่ร่างกายของเราต้องผ่อนคลาย(จากความร้อน) แต่คลื่นความร้อนเวลากลางคืนทำให้ร่างกายเราผ่อนคลายน้อยลง”

Hulley กล่าวว่า คลื่นความร้อนเดือนกันยายน 2563 นี้ อาจไม่ใช่คลื่นความร้อนครั้งสุดท้ายของปีนี้ การวิจัยพบว่า คลื่นความร้อนแคลิฟอร์เนียตอนใต้จะเกิดขึ้นก่อนและอยู่ได้นานกว่า อันเป็นผลจากฤดูกาลคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ในกลางศตวรรษที่ 20 คลื่นความร้อนครั้งแรกมักจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมและหยุดลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ปัจจุบัน คลื่นความร้อนจะเริ่มเดือนมีนาคมและหยุดลงในราวปลายเดือนกันยายนหรือตุลาคม

Hulley กล่าวว่า“คลื่นความร้อนส่งผลอย่างมากต่อฤดูกาลไฟในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ซึ่งเกิดขึ้นมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อลมทะเลทราย Santa Ana อันรุนแรง ทำให้ความแห้งแล้งทวีขึ้นและเกิดการแห้งตัวลงของพืชพรรณ”

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC, data from the ECOSTRESS science team at NASA/JPL-Caltech, and data from Hulley, G. C., Dousset, B., & Kahn, B. H. (2020). Story by Kasha Patel.

ข้อมูลอ้างอิง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading