Taragraphies — Header Component

ก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีแต่เพิ่ม

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2566 โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามการประมาณการจากทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการปล่อยมลพิษคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเผาไหม้น้ํามัน ถ่านหิน และก๊าซฟอสซิลกําลังขัดขวางความคืบหน้าในการหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบวัฏจักรคาร์บอนของโลกประจําปีที่เรียกว่า Global Carbon Budget ในการประเมินประจําปีนี้ นักวิทยาศาสตร์จะวัดปริมาณคาร์บอนที่เติมลงในชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และปริมาณคาร์บอนที่ถูกกําจัดออกจากชั้นบรรยากาศและเก็บไว้บนบกและในมหาสมุทร การวิเคราะห์ข้อมูลปี 2566 เบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 1.1 % ในปี 2566 เมื่อเทียบกับระดับปี 2565 ทําให้การปล่อยก๊าซฟอสซิลทั้งหมดในปี 2566 เป็น 36.8 พันล้านเมตริกตันของคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อรวมแหล่งอื่นๆ เช่น การตัดไม้ทําลายป่าและฤดูไฟป่าที่รุนแรงในแคนาดา การปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 40.9 พันล้านเมตริกตัน ทั้งปี 2566 และ 2565 มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตามการวิเคราะห์ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมุ่งไปในทิศทางที่ผิดซึ่งเราจําเป็นต้องจํากัดภาวะโลกร้อน” Ben Poulter ผู้เขียนร่วมของรายงานและนักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์การบินอวกาศ Goddard ของ NASA กล่าว ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 278 ส่วนต่อล้านส่วนในปี 2293 (ค.ศ. […]

ปี 2566 ร้อนเกิน 1.5 °C เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม(ปี 2393-2443) : Berkeley Earth

เรียบเรียงจาก https://berkeleyearth.org/press-release-2023-was-the-warmest-year-on-recordpress-release/ เบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย – Berkeley Earth องค์กรวิจัยอิสระด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ได้เผยแพร่รายงานอุณหภูมิโลกประจําปี 2566 โดยพบว่าปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติก่อนหน้าในปี 2559 ปี 2566 ยังเป็นปีแรกในชุดข้อมูล Berkeley Earth ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ผู้คน 2,300 ล้านคน หรือราว 29% ของประชากรโลก – ประสบกับสภาพอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ในระดับท้องถิ่นในปี 2566 นอกจากนี้ 77 ประเทศ ได้แก่ จีน ไนจีเรีย เกาหลีใต้ บราซิล และคาซัคสถานสร้างสถิติใหม่สําหรับอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีของประเทศ ไม่มีพื้นที่ใดบนโลกที่ประสบกับปีที่มีอากาศหนาวเย็นเป็นประวัติการณ์ เก้าปีที่ผ่านมาเป็นเก้าปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ นอกเหนือจากแนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาวจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์(การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล) ความร้อนที่ไม่ธรรมดาของปี 2566 ยังมีส่วนจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทั้งการเกิดขึ้นของรูปแบบเอลนีโญที่แข็งแกร่งในแปซิฟิกเส้นศูนย์สูตรตะวันออกพร้อมกับความผิดปกติของอุณหภูมิ 1 ใน 100 ปีในอุณหภูมิพื้นผิวทะเลแอตแลนติกเหนือได้มีส่วนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 […]

คลื่นความร้อนในแคลิฟอร์เนียเร่งวิกฤตไฟป่ามหากาฬ

ช่วงต้นเดือนกันยายน 2563 คลื่นความร้อนแบบเข้มข้นทำลายสถิติอุณหภูมิที่เคยมีมาในหลายพื้นที่ทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ สภาพที่แห้งและร้อนเป็นตัวช่วยโหมการเกิดไฟที่มีอยู่ก่อนแล้วและการเกิดไฟใหม่ ที่เผาทำลายพื้นที่นับหมื่นเอเคอร์ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าสภาวะสุดขั้วเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวของคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและยาวนานมากขึ้นในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย แผนที่ด้านบนแสดงถึงแบบแผนการกระจายตวัของอุณหภูมิอากาศทั่งทั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 กันยายน 2563 เมื่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เผชิญกับคลื่นความร้อนอย่างมาก แผนที่มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และนำเสนอถึงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) บริเวณสีแดงเข้มแสดงอุณหภูมิที่มีค่าเกิน 113°F (45°C) ในวันที่ 6 กันยายน 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เมืองลอสแองเจลิสบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมาได้ถึง 121°F (49°C) ที่ Woodland Hills อีกหลายเมือง เช่น Paso Robles และ Palmdale ก็ทุบสถิติอุณหภูมิรายวันเช่นเดียวกัน แผนที่ด้านล่างแสดง อุณหภูมิพื้นผิว(land surface temperatures) ในวันที่ 6 กันยายน บริเวณอุทยานแห่งชาติ San Bernardino ข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer […]

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่Land Surface Temperature Anomaly

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings