ควันไฟป่าพรุปกคลุมบอร์เนียว ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพ

หลังจากช่วงต้นฤดูกาลไฟอันเงียบงันในอินโดนีเซีย การขยายตัวของจุดเกิดไฟในกาลิมันตันและสุมาตราในช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้ ก่อให้เกิดควันพิษหนาทึบจากการเผาไหม้ป่าพรุครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาค จากรายงานข่าว โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดและหยุดการเรียน สานามบินหลายแห่งต้องยกเลิก เปลี่ยนเส้นทางและเลื่อนเที่ยวบินจากการที่หมอกควันไฟป่าขยายปกคลุมทั้งบอร์เนียวและสุมาตรา ภาพจากเครื่องมือ MODIS(The Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) บนดาวเทียม Aqua ของนาซา จับภาพเกาะบอร์เนียวในวันที่ 15 กันยายน 2562 ควันไฟป่าทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้นจนต้องมีการประกาศเตือนประชาชนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ จุดเกิดไฟจำนวนมากเกิดขึ้นในกาลิมันตันซึ่งมีพื้นที่มหาศาลเป็นดินป่าพรุ ดาวเทียม/ดูบันทึกภาพหลักฐานการเกิดไฟป่าพรุตลอดช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่จำนวนและความเข้มข้นของไฟป่าพรุขยายเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน ฤดูกาลไฟในกาลิมันตันและสุมาตราเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมเนื่องจากมีการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเศษเหลือจากการทำไม้เพื่อแผ้วถางพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในกาลิมันตัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันและไม้โตเร็วสำหรับเยื่อกระดาษ เครื่องมือ The Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 จับภาพด้านล่าง แสดงให้เห็นไฟที่กำลังไหม้ในพื้นที่อุตสาหกรรมปาล์มทางตอนใต้ของบอร์เนียว แผนที่ด้านล่างแสดงข้อมูลคาร์บอนอินทรีย์ในวันที่ 17 กันยายน 2652 ที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ซึ่งประมวลผลจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศและการสังเกตการณ์ภาคพื้นดิน ในการประมวลผลเพื่อหาคาร์บอนอินทรีย์ นักสร้างแบบจำลองใช้ข้อมูลละอองลอยและการเกิดไฟ แบบจำลอง GEOS […]

วิกฤตอาหารจากดินอันแห้งผาก

ความแห้งแล้งเกิดทั่วทั้งแอฟริกาตะวันตกหลังจากฤดูกาลของฝนในปลายปี พ.ศ.2561 และ 2562 ไม่อาจนำความชุ่มชื้นมาในพื้นที่ การไร้ซึ่งหยาดน้ำฟ้า(precipitation)นำไปสู่ วิกฤตทางอาหาร โดยที่แหล่งอาหารไม่เพียงพอกับคน ท้ายที่สุด ฝนที่ตกน้อยลงทำให้ความชื้นในดินน้อยลง ความชื้นในดินที่น้อยลงโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกนั้นสามารถทำให้การเพาะปลูกพืชที่พึ่งน้ำฝนล้มเหลวได้ องค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งนี้สามารถตรวจจับได้จากอวกาศ ข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลองพื้นผิวโลกจะช่วยเป็นฐานให้กับระบบติดตามภัยแล้งในภาคเกษตรกรรม ระบบเหล่านี้ใช้ในการเตือนถึงทุกภิกขภัยและลดความเสี่ยงในภูมิภาคที่ไร้ซึ่งความมั่นคงทางอาหาร แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผิดแผกไปของความชื้นในดินในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 แสดงถึงความแห้งแล้งและส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกพืชอย่างไร พื้นที่สีเขียวแสดงถึงปริมาณความชื้นในดินชั้นบนที่มีมากกว่าระดับปกติในเดือนเมษายน ส่วนบริเวณสีแดงแสดงปริมาณความชื้นในดินที่มีน้อยกว่า ความชื้นในดินที่ต่ำนั้นเกิดขึ้นทั่วทั้งเขตจะงอยแห่งแอฟริกา(the Horn of Africa) หนึ่งในภูมิภาคที่เป็นเป้าหมายของเครือข่ายเตือนภัยด้านทุพภิกขภัย(the Famine Early Warning System Network, FEWS NET) ความแห้งแล้งนั้นมาจากปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติในช่วงฤดูฝน(Gu) สองคาบที่ผ่านมา ข้อมูลจาก FEWS NET ปริมาณฝน Gu ในช่วงเดือนพฤษภาคมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งจากระดับปกติของฤดูฝน (เมษายนถึงมิถุนายน) ตามมาด้วยฤดูแล้ง(Deyr) ช่วงที่มีฝนน้อยมาก(ตุลาคมและพฤศจิกายน) ในโซมาเลีย การตกของฝนกระจายเป็นจุดๆ มีสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอยู่สองสามแห่งในทางตอนเหนือที่เก็บข้อมูลในเดือนเมษายน รายงานของ FAO มีคนมากกว่า 2 ล้านที่อาจเจอกับความอดหยากหิวโหยขึ้นรุนแรงในช่วงเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2562 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา […]

ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับออกมาคาดการณ์ว่าปี 2557 นี้ น่าจะมีความถี่ของเอลนีโญ (El Nino) แบบสุดขั้วเกิดถี่มากขึ้นและเข้มข้นรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ยังคงสูงขึ้น (ดูจากความน่าจะเป็นของการเพิ่มขึ้นแท่งสีแดงในกราฟ) ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผ่านมาในอดีต (เช่น ค.ศ. 1997/98) ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในอินโดนีเซีย พูดแบบง่ายๆ และโง่ๆ ก็คือ “อากาศร้อนบรรลัยอาจจะมาหลังจากความหนาวเย็นหายไปในกรณีของบ้านเรา” สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศเกษตร (ฉิบหายเลย ชาวนายังไม่ได้เงินจากการขายข้าว!) พายุหมุนเขตร้อนก็น่าจะดุเดือดขึ้น (ชุมชนชายฝั่งทะเลอาจต้องรับไปเต็มๆ) ความแห้งแล้ง (โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน ที่จะสร้างเขื่อน ฝาย แม่น้ำใหม่อาจไว้ใช้เก็บลมแทนก็แล้วกันเด้อ คุณปลอด… ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญกับเอลนีโญแบบสุดขั้ว ผลกระทบที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ต้องเชื่อการคาดการณ์เหล่านี้ก็ได้ครับ แต่เราควรเตรียมตัวไว้บ้างก็ดี

ผลกระทบโลกร้อนและสงครามกลางเมืองในซีเรีย

ซีเรียเผชิญชะตากรรมจากสงครามกลางเมืองตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศย่างกรายสร้างผลกระทบ ภัยแล้งเข้าปกคลุมประเทศในช่วงปี 2006 ถึง 2011 ปริมาณฝน/น้ำฟ้าที่ตกลงมาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศต่ำกว่า 20 เซนติเมตรต่อปี เป็นปริมาณต่ำสุดของฝนที่จำเป็นต่อการเกษตรกรรมที่ไม่มีระบบชลประทาน เกษตรกรต้องขุดหาน้ำใต้ดินจากแหล่งใหม่นับร้อยนับพัน ผลคือระดับน้ำใต้ดินลดลงเรื่อยๆเกินกว่าจะสูบขึ้นมาใช้ได้ USDA Foreign Agricultural Service, Commodity Intelligence Report, May 9, 2008] พื้นที่บางแห่งการทำเกษตรกรรมต้องยุติลง พื้นที่อื่นๆ ประสบความล้มเหลวของการการผลิตด้านเกษตรกรรมถึงร้อยละ 75 มากถึงร้อยละ 75 ของปศุสัตว์ตายจากการขาดน้ำและความหิวโหย  ชาวนาซีเรียนับแสนยอมจำนนกับสถานการณ์ ทิ้งไร่นาและเดินทางมาหางานทำ(ที่แทบจะไม่มี)ในเมืองและประสบกับการขาดแคลนแหล่งอาหาร นักสังเกตการณ์ภายนอกและผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นประมาณว่ามีชาวซีเรีย 2 ถึง  3 ล้านคน ในจำนวน 10 ล้านคนที่อยู่ในชนบทนั้นมีสถานะอยู่ในขั้นยากจนอย่างสุดขั้ว ผู้อพยพชาวซีเรียในประเทศพบว่าพวกเขาต้องสู้แข่งขันเพื่อหาอาหาร น้ำและงานที่มีจำกัด มิใช่เพียงกับผู้อพยพด้วยกันเอง หากแต่เป็นผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาอยู่อาศัยก่อนแล้วด้วย ซีเรียเป็นที่หลบภัยของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 แสนคน และอีกกว่าแสนคนที่ลี้ภัยสงครามและการเข้ายึดครองอิรัก ชาวนาที่อพยพเข้ามาก่อนโชคดีกว่าที่ได้งานเป็นคนเร่ขายของหรือคนทำความสะอาดถนน ความสิ้นหวังในห้วงเวลานั้น ความไม่สงบก็เกิดขึ้นในกลุ่มผู้อพยพเพื่อแข่งขันที่จะอยู่รอด ความอยู่รอดเป็นเรื่องหลัก เจ้าหน้าที่อาวุโสของ FAO ในซีเรีย อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings