การต่อกรระหว่างสหรัฐฯ-จีนเพื่อควบคุมเครือข่ายเศรษฐกิจโลก

ความเป็นปรปักษ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลับมาอย่างรุนแรง สิ่งที่เริ่มต้นจากการแข่งขันทางภูมิเศรษฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ได้ขยายไปครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) และรัสเซีย จนกลายเป็นการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เต็มรูปแบบซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “สงครามเย็นครั้งที่สอง” แตกต่างจากสงครามเย็นครั้งแรก ความขัดแย้งใหม่นี้ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่อุดมการณ์หรือการขยายอาณาเขต แต่เป็นเรื่องของการควบคุมเครือข่ายเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ ได้อธิบายสถานการณ์นี้ไว้ว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของการสกัดกั้น (containment)… แต่มันเป็นความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนซึ่งเราไม่เคยเผชิญมาก่อน สหภาพโซเวียตถูกตัดขาดจากโลกเสรี แต่จีนคอมมิวนิสต์อยู่ภายในพรมแดนของเราแล้ว” หัวใจของสงครามเย็นครั้งที่สองคือความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการรักษาความเป็นมหาอำนาจของตน แม้ว่าศักยภาพของประเทศจะยังแข็งแกร่งแต่ก็เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับจีนที่กำลังเติบโต รัฐบาลทั่วโลกกำลังตอบสนองต่อสถานการณ์นี้โดยการขยายบทบาทของตนในฐานะผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมและนักลงทุน-ผู้ถือหุ้น เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเครือข่ายเศรษฐกิจโลก พวกเขากำลังใช้ นโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWFs) ธนาคารนโยบายภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเครื่องมือความเป็นเจ้าของของรัฐรูปแบบอื่นๆ แม้ว่ากระแสนี้อาจไม่ได้นำไปสู่การลดระดับของการบูรณาการเศรษฐกิจโลกโดยตรง แต่ก็ได้แทรกตรรกะของ “เรียลโพลิติก” หรือ “แนวคิดเชิงปฏิบัติ” เข้ามาในความเชื่อมโยงข้ามชาติที่เป็นรากฐานของโลกาภิวัตน์ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ เราขอนำเสนอแนวคิด “ภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐ” (state-capitalist geopolitics) ติดตามการเกิดขึ้นของมัน และสำรวจรูปแบบที่สำคัญ รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคต ภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้กับประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมข้ามชาติที่มีแนวคิดก้าวหน้าทั่วโลก จากการควบคุมสู่การเชื่อมต่อ : การเกิดขึ้นของภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐ(state-capitalist […]

รัสเซียและพันธนากรแห่งภูมิศาสตร์

วิจารณ์หนังสือ Prisoners of Geography : Ten Maps That Explain Everything About The World เขียนโดย Tim Marshall Tim Marshall ผู้เขียน เคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์ Sky News ของสหราชอาณาจักร เขารายงานข่าวจาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเขตสงคราม 6 พื้นที่ หลังจากทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนแนวหน้ามา 25 ปี ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ TheWhatAndTheWhy.com และอาศัยอยู่ในลอนดอน หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์ทั้งมิติการเมืองและประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวาในทุกบทตอน เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องจาก (1) รัสเซีย (2) จีน (3)สหรัฐอเมริกา (4) ยุโรปตะวันตก (5) แอฟริกา (6) ตะวันออกกลาง (7) อินเดีย-ปากีสถาน (8) เกาหลี-ญี่ปุ่น (9) อเมริกาใต้ […]

พันธนากรแห่งภูมิศาสตร์ : แผนที่ทั้ง 10 ที่บอกเล่าทุกสิ่งเกี่ยวกับโลก

วิจารณ์หนังสือ Prisoners of Geography : Ten Maps That Explain Everything About The World เขียนโดย Tim Marshall Tim Marshall ผู้เขียนเคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์ Sky News ของสหราชอาณาจักร เขารายงานข่าวจาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเขตสงคราม 6 พื้นที่ หลังจากทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนแนวหน้ามา 25 ปี ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ TheWhatAndTheWhy.com และอาศัยอยู่ในลอนดอน หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์ทั้งมิติการเมืองและประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวาในทุกบทตอน เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องจาก (1) รัสเซีย (2) จีน (3)สหรัฐอเมริกา (4) ยุโรปตะวันตก (5) แอฟริกา (6) ตะวันออกกลาง (7) อินเดีย-ปากีสถาน (8) เกาหลี-ญี่ปุ่น (9) อเมริกาใต้ และจบที่ […]

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้ ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings