เหยื่อเงียบ : ยูเครนประเมินความเสียหายต่อธรรมชาติจากสงคราม

แปลเรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/world/2023/feb/20/ukraine-war-cost-for-nature-russia?utm_term=Autofeed&CMP=twt_gu&utm_medium&utm_source=Twitter#Echobox=1676907737 การสืบสวนกำลังดำเนินไปด้วยความหวังว่านี่จะเป็นความขัดแย้งครั้งแรกที่มีการพิจารณาอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ควันพิษ แม่น้ำที่ปนเปื้อน ดินเป็นพิษ ต้นไม้เหลือแต่ตอไม้ที่ไหม้เกรียม เขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากสงครามของรัสเซียกับยูเครน ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในแผนที่ใหม่ ครั้งหนึ่งเคยถูกพิจารณาว่าไม่สามารถคำนวณได้ แต่การสืบสวนอย่างถี่ถ้วนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวยูเครน นักอนุรักษ์ ข้าราชการ และนักกฎหมายกำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่านี่จะเป็นความขัดแย้งครั้งแรกที่มีการพิจารณาอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผู้รุกรานสามารถถูกดำเนินคดีสำหรับการเรียกร้องค่าชดเชยซึ่งขณะนี้อยู่ที่ มากกว่า 50 พันล้านเหรียญสหรัฐ (42 พันล้านปอนด์) กระทรวงสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งสายด่วนสำหรับประชาชนเพื่อรายงานกรณีของรัสเซีย “ecocide” ซึ่งจนถึงขณะนี้มีจำนวน 2,303 รายการและออกข้อมูลอัปเดตทุกสัปดาห์ ฉบับล่าสุดประมาณว่าในปีที่ผ่านมา : โดยรวมแล้ว ความสูญเสียจากมลพิษทางดิน น้ำ และอากาศ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 51.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประมาณการของ Oleksandr Stavniychuk รองหัวหน้าแผนกควบคุมสิ่งแวดล้อมและระเบียบวิธี ในการประชุมเชิงปฏิบัติการที่กรุงเคียฟเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนหนึ่งเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในช่วงสงครามที่ได้ผล ในช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยูเครนทราบดีว่าสามารถชนะใจและความคิดได้ด้วยการย้ำเตือนโลกภายนอกว่า ยูเครนเป็นประชาธิปไตยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผลิตอาหาร และมีความคิดก้าวหน้า ซึ่งถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยเผด็จการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยอมจ่าย เคารพธรรมชาติเพียงเล็กน้อยพอๆ กับอธิปไตยของเพื่อนบ้าน แต่นัยยะของการเปิดแนวร่วมด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ยิ่งเข้าถึงได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่กว้างขึ้นและทันสมัยมาก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์การสื่อสาร […]

ปูติน หนูอุปมาอุปไมยของเขา และฉากทัศน์ที่สงครามในยูเครนอาจจะยุติลง

แปลเรียบเรียงจาก Andreas Kluth https://english.aawsat.com/home/article/3514051/andreas-kluth/putin-his-rat-and-six-ways-war-ukraine-could-end ไม่มีใครรู้ว่าสงครามรุกรานยูเครนของปูตินจะจบลงอย่างไร แต่ฉากทัศน์(scenario)ส่วนใหญ่มีตั้งแต่แย่มากไปถึงแย่ที่สุด เพื่อทำความเข้าใจ เราเริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นหนูที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เป็นหนูที่วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียอ้างว่าช่วงที่เขาเป็นเด็ก (ในเมืองซึ่งตอนนั้นคือ เลนินกราด) ได้ไล่มันไปตามโถงทางเดิน เมื่อหนูจนมุม มันก็หันมาโจมตีเขา เหตุใดปูตินพยายามที่จะทำให้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนี้ถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อชาวรัสเซียที่เป็นผู้ฟังทั่วโลก? เรื่องพื้นๆ ก็คือ เป็นคำขู่ของปูตินที่ปิดบังไว้ ฉันคือหนูตัวนั้น แต่ว่าฉันมีกรงเล็บนิวเคลียร์ ดังนั้น อย่าทำให้ฉันต้องจนมุม มาถึงจุดนี้ — อาจเรียกว่าเป็นมุมมองของหนู — เราต้องคำนึงถึงฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด  ถ้าการวิเคราะห์เป็นเรื่องที่ว่าอะไรดีต่อรัสเซีย การรุกรานยูเครนจะไม่มีวันเริ่มต้นเลย และอาจสิ้นสุดลงทุกเวลาด้วยการเจรจาที่บรรลุข้อตกลง ท้ายที่สุดแล้ว การทำสงครามยิ่งกระทบกับผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซีย โดดเดี่ยวรัสเซียออกจากนานาชาติ และทำให้คนรัสเซียยิ่งยากจนข้นแค้นมากขึ้นไปอีก แต่รัสเซียในฐานะประชาชาติไม่เกี่ยวอะไรกับหนู จริงๆ แล้ว หนูที่เป็นอุปมาอุปไมยนี้คือ “เครมลิน” จากที่ปรากฏให้เห็นทั้งหมด ปูตินถูกโดดเดี่ยว เขาอยู่ในโลกทางจิตใจของเขาเอง ต่างจากผู้นำโซเวียตรุ่นก่อนๆ เขาไม่มีปูลิตบูโร (politburo) รอบตัวเขา ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่น่าเชื่อถือ  เขาตัดสินใจคนเดียว เช่นเดียวกับเหล่าทรราชทั้งในปัจจุบันและในอดีต เขามีเหตุผลที่จะต้องกังวลว่าความล้มเหลวทางการเมืองของเขาอาจไม่จบลงดีๆ ด้วยการเกษียณอายุที่น่าเบื่อแต่สงบสุข แต่ค่อนไปทางจุดจบที่รุนแรงและฉับพลันมากกว่า ดูจากมุมมองของหนูแล้วมีแต่ทางตัน […]

ศาสตร์มืด : โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ >>>พลูโทเนียม(เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว)>>>หัวรบนิวเคลียร์

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่ dark กว่า คือแรงจูงใจของการที่กองทัพของปูตินเข้ายึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนคือ การครอบครองวัสดุนิวเคลียร์จากเชื้อเพลิงใช้แล้วเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ง่ายๆ ครับ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว(Spent Fuel)ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นส่วนหนึ่งคือพลูโทเนียมซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักสองชนิดที่ใช้ในแกนของระเบิดนิวเคลียร์ รายงานข่าวของ NY Times https://www.nytimes.com/2022/03/04/science/ukraine-nuclear-power-plant.html ระบุว่า นาย Grossi จากทบวงพลังงานปรมาณูสากล(IAEA) ปฏิเสธกรณีที่รัสเซียอ้างว่า ยูเครนกำลังพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ IAEA ระบุว่า จากกระบวนการกำกับดูแล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วของยูเครนเป็นในทางสันติ(คือใช้ผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว) แต่รัสเซียอาจมีแรงจูงใจยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนหนึ่งเพื่อรวบรวมวัสดุนิวเคลียร์จากเชื้อเพลิงใช้แล้วไว้เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ปิดเส้นทางเพื่อกันไม่ให้ยูเครนครอบครองวัสดุนิวเคลียร์(เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว)เพื่อใช้ทำหัวรบนิวเคลียร์ อย่างที่ทราบ พลูโทเนียมเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักสองชนิดที่ใช้ในแกนของระเบิดนิวเคลียร์ นายอัลไบรท์ สถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศกล่าวว่าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย(Zaporizhzhia) ในทางทฤษฎี หากใช้กระบวนการที่เหมาะสม สามารถสกัดพลูโตเนียมไปสร้างหัวรบนิวเคลียร์ได้มากถึง 3,000 หัว แม้ว่าพลูโทเนียมที่เป็นผลพลอยได้จากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าไม่จัดว่าเชื้อเพลิงสำหรับอาวุธคุณภาพสูง ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาทำการศึกษาและการทดสอบที่ชี้ให้เห็นว่ามันใช้งานได้ อย่างเช่น ในปี 2505 สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่ทำจากพลูโทเนียมที่มาจากเชื้อเพลิงใช้แล้วของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ รัสเซียเองก็ทำการสกัดวัสดุนิวเคลียร์จากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าตลอดยุคนิวเคลียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์กล่าวว่า พวกเขาเกรงว่า ในทางทฤษฎี ยูเครนเองสามารถเรียนรู้ศาสตร์มืดนี้ในวันใดวันหนึ่ง ในฉากทัศน์ดังกล่าวนี้ จะสะท้อนถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ของทบวงปรมาณูสากล(IAEA) ซึ่งมีภารกิจที่ต้องรับประกันว่า จะไม่มีผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงใดในโลกลักลอบสกัดพลูโทเนียมไปทำหัวรบนิวเคลียร์

เมืองท่าเซวาสโทพอล คาบสมุทรไครเมีย

เมืองท่าเซวาสโทพอลตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของยูเครนบนคาบสมุทรไครเมีย เมืองนี้เป็นฐานทัพเรือที่สำคัญเนื่องจากมีทางเข้าและอ่าวจำนวนมากตลอดแนวชายฝั่ง ในช่วงสงครามเย็น เมืองนี้เป็นฐานของกองเรือทะเลดำของโซเวียต ต่อมา เป็นทั้งของกองเรือยูเครนและรัสเซีย เศรษฐกิจหลักของเมืองขึ้นอยู่กับการค้าและการต่อเรือ แต่เซวาสโทพอลยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว และรีสอร์ทยอดนิยมของผู้มาเยือนจากเครือจักรภพของประเทศเอกราช (ที่ก่อตั้งจากอดีตสหภาพโซเวียต) ภาพถ่ายของนักบินอวกาศที่แสดงด้านบน เราสามารถเห็นแนวชายฝั่งเว้าแหว่งของคาบสมุทรไครเมียตอนใต้และพื้นที่ท่าเทียบเรือต่างๆ ของเซวาสโทพอล พื้นที่เมืองแสดงเป็นสีเทาอ่อน และล้อมรอบด้วยทะเลดำด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก ทิศใต้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (สีเขียวอ่อน) และทุ่งเกษตรกรรมที่รกร้าง (สีแทน) และด้านทิศตะวันออกของเมืองอินเคอร์มันและที่ราบสูงเป็นพรรณพืชต่างๆ (สีเขียวเข้ม) ทางตอนใต้ของเมืองบาลาคลาวาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานแห่งสงครามเย็นอีกแห่งหนึ่ง—ฐานทัพเรือดำน้ำใต้ดินของสหภาพโซเวียตที่ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นอนุสรณ์สถาน แม่น้ำเชอร์นายาไหลลงสู่ทะเลดำใกล้กับอินเคอร์แมน เชื่อมต่อกับปากน้ำเซวาสโทพอลทางทิศตะวันตก Astronaut photograph ISS020-E-28072 was acquired on August 5, 2009, with a Nikon D3 digital camera fitted with a 400 mm lens, and is provided by the ISS Crew Earth Observations experiment […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings