การขนส่งกากนิวเคลียร์

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่ dark กว่า คือแรงจูงใจของการที่กองทัพของปูตินเข้ายึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนคือ การครอบครองวัสดุนิวเคลียร์จากเชื้อเพลิงใช้แล้วเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์

ง่ายๆ ครับ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว(Spent Fuel)ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นส่วนหนึ่งคือพลูโทเนียมซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักสองชนิดที่ใช้ในแกนของระเบิดนิวเคลียร์

รายงานข่าวของ NY Times https://www.nytimes.com/2022/03/04/science/ukraine-nuclear-power-plant.html ระบุว่า นาย Grossi จากทบวงพลังงานปรมาณูสากล(IAEA) ปฏิเสธกรณีที่รัสเซียอ้างว่า ยูเครนกำลังพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

IAEA ระบุว่า จากกระบวนการกำกับดูแล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วของยูเครนเป็นในทางสันติ(คือใช้ผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว) แต่รัสเซียอาจมีแรงจูงใจยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนหนึ่งเพื่อรวบรวมวัสดุนิวเคลียร์จากเชื้อเพลิงใช้แล้วไว้เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ปิดเส้นทางเพื่อกันไม่ให้ยูเครนครอบครองวัสดุนิวเคลียร์(เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว)เพื่อใช้ทำหัวรบนิวเคลียร์

อย่างที่ทราบ พลูโทเนียมเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักสองชนิดที่ใช้ในแกนของระเบิดนิวเคลียร์ นายอัลไบรท์ สถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ
กล่าวว่าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย(Zaporizhzhia) ในทางทฤษฎี หากใช้กระบวนการที่เหมาะสม สามารถสกัดพลูโตเนียมไปสร้างหัวรบนิวเคลียร์ได้มากถึง 3,000 หัว

แม้ว่าพลูโทเนียมที่เป็นผลพลอยได้จากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าไม่จัดว่าเชื้อเพลิงสำหรับอาวุธคุณภาพสูง ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาทำการศึกษาและ
การทดสอบที่ชี้ให้เห็นว่ามันใช้งานได้ อย่างเช่น ในปี 2505 สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่ทำจากพลูโทเนียมที่มาจากเชื้อเพลิงใช้แล้วของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

รัสเซียเองก็ทำการสกัดวัสดุนิวเคลียร์จากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า
ตลอดยุคนิวเคลียร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์กล่าวว่า พวกเขาเกรงว่า ในทางทฤษฎี ยูเครนเองสามารถเรียนรู้ศาสตร์มืดนี้ในวันใดวันหนึ่ง ในฉากทัศน์ดังกล่าวนี้ จะสะท้อนถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ของทบวงปรมาณูสากล(IAEA) ซึ่งมีภารกิจที่ต้องรับประกันว่า จะไม่มีผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงใดในโลกลักลอบสกัดพลูโทเนียมไปทำหัวรบนิวเคลียร์

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading