Taragraphies — Header Component

ความเป็นทรราชย์ของวลาดิเมียร์ ปูติน “หลีกเลี่ยงไม่ได้” จริงหรือ?

ความเป็นทรราชย์ของวลาดิเมียร์ ปูติน “หลีกเลี่ยงไม่ได้” จริงหรือ? หนังสือใหม่ว่าด้วยบอริส เนมต์ซอฟ นักวิจารณ์ปูติน ชวนให้คุณตั้งคำถาม The Successor โดย มิคาอิล ฟิชแมน แปลโดย มิเคเล เบอร์ดี สำนักพิมพ์ Pushkin Press; 800 หน้า; ราคา £35 มีกำหนดวางจำหน่ายในอเมริกาเดือนพฤษภาคม; ราคา $40 ในทางรูปแบบ “ผู้สืบทอด” ของประธานาธิบดีหลังสหภาพโซเวียตคนแรกของรัสเซีย บอริส เยลต์ซิน คือ วลาดิเมียร์ ปูติน แต่ในทุกความหมายอื่น—ทั้งเชิงอุดมการณ์ ศีลธรรม และบุคลิก—ผู้สืบทอดของเยลต์ซินกลับเป็นนักการเมืองสายเสรีนิยมชื่อ บอริส เนมต์ซอฟ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะได้ปกครองรัสเซีย เนมต์ซอฟกลับกลายเป็นผู้นำและสัญลักษณ์ของฝ่ายค้านรัสเซียที่ยิ่งวันยิ่งถูกบีบคั้น ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิตในปี 2015 ใกล้เครมลิน โดยเป็นเหยื่อของ “ชุดมือสังหาร” จากเชชเนีย เมื่ออ่าน “The Successor” ซึ่งเป็นบันทึกพงศาวดารว่าด้วยการที่รัสเซียก้าวออกจากคอมมิวนิสต์แบบโซเวียตและต่อมาค่อย ๆ ทรุดตัวลงสู่เผด็จการ คุณแทบหนีไม่พ้นคำถามที่ชวนหวั่นใจ เยลต์ซินเคยต้องการให้ตำแหน่งประธานาธิบดีตกเป็นของเนมต์ซอฟ—รัฐบุรุษที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษและเป็นผู้ศรัทธาอย่างมุ่งมั่นในทุนนิยม ประชาธิปไตยเสรีและโลกตะวันตก แล้วรัสเซียและโลกวันนี้จะเป็นอย่างไร หากชายชราในวันนั้นยืนหยัดกับตัวเลือกนี้ ไม่เปลี่ยนใจไปหาอดีตเจ้าหน้าที่ KGB จากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก? เนมต์ซอฟ ยังเป็นวีรบุรุษในใจชาวรัสเซียจำนวนไม่น้อย “The Successor” ตีพิมพ์ในรัสเซียไม่นานหลังสงครามกับยูเครนเริ่มต้นในปี 2022 และกลายเป็นหนังสือขายดี (มิคาอิล ฟิชแมน หนึ่งในนักข่าวอิสระชั้นนำของรัสเซีย เขียนหนังสือเล่มนี้หลังจากทำสารคดีเกี่ยวกับเนมต์ซอฟที่ได้รับความนิยมอย่างมาก) […]

New START สนธิสัญญานิวเคลียร์หมดอายุ

โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ บิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกา เคยอธิบายการแข่งขันด้านนิวเคลียร์ของประเทศตนกับสหภาพโซเวียตว่าเป็น “แมงป่องสองตัวอยู่ในขวดเดียวกัน” ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าลักษณะนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถูกควบคุม/จำกัดไว้ได้ด้วยข้อตกลงควบคุมอาวุธหลายฉบับ โดยฉบับล่าสุดคือ New START แต่สนธิสัญญานั้นจะหมดอายุในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 นี้โดยไม่มีข้อตกลงใหม่มาทดแทน ทุกวันนี้มี “แมงป่องตัวที่สาม” อยู่ในขวดด้วย นั่นคือจีน การเร่งเสริมกำลังนิวเคลียร์ของจีนซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังที่เร็วที่สุดของโลกนับตั้งแต่ช่วงสูงสุดของสงครามเย็น มีแนวโน้มจะกระตุ้นให้อเมริกาตอบโต้ การแข่งขันสะสมอาวุธรูปแบบใหม่กำลังรออยู่ เมื่อสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 จีนมีหัวรบนิวเคลียร์เพียงราว 240 หัว ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจำนวน 1,550 หัวที่ทั้งอเมริกาและรัสเซียได้รับอนุญาตให้คงไว้ในสภาพพร้อมใช้งานบนยานส่งระยะไกลภายใต้ข้อตกลง New START นักวางแผนทางทหารของอเมริกาเคยประเมินว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์กับจีน คลังอาวุธที่ใหญ่กว่ามากของอเมริกาจะทำให้ตนได้เปรียบและชนะได้แทบทุกสถานการณ์ แต่ตอนนี้จีนมีหัวรบราว 600 หัวแล้ว และตามการประเมินล่าสุดของสหรัฐ จีนกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะมีถึง 1,000 หัวหรือมากกว่านั้นภายในปี 2030 จีนยังชอบอวดอ้างถึง “ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด” ของตนในเรื่องนิวเคลียร์ ท้ายที่สุด หากนับรวมหัวรบที่เก็บไว้ในคลัง (storage) ไม่ใช่เฉพาะที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที อเมริกาและรัสเซียต่างก็มีหัวรบมากกว่า 5,000 […]

รัสเซียสร้างความเสี่ยงต่อหายนะสิ่งแวดล้อมในอาร์กติก เพื่อแสวงหากำไรและอำนาจ

เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ดินแดนอาร์กติกที่เคยห่างไกลและถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งกำลังกลายเป็นแนวหน้าแห่งอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยข้อถกเถียง ความตึงเครียดนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดบริเวณเส้นทางทะเลเหนือของรัสเซีย (NSR) เส้นทางเดินเรือใหม่ที่ทอดยาวกว่า 6,000 กิโลเมตรตลอดแนวชายฝั่งอาร์กติกของรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลเครมลินโปรโมตว่าเป็นเส้นทางลัดระหว่างยุโรปกับเอเชียที่ให้ผลกำไรมหาศาล แต่ตามที่เราแสดงไว้ในรายงานฉบับใหม่ การเร่งพัฒนาในพื้นที่เปราะบางนี้อาจทำให้อาร์กติกกลายเป็น “เขตสังเวย” อีกแห่งหนึ่ง—ที่ระบบนิเวศอันละเอียดอ่อนต้องถูกทำลายเพื่อแลกกับการแสวงหาทรัพยากรพลังงานและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ อาร์กติกกำลังอยู่ในวังวนอันเลวร้าย การละลายของน้ำแข็งทะเลที่ทำให้เส้นทาง NSR ใช้งานได้ง่ายขึ้น กลับยิ่งคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและเสถียรภาพของภูมิอากาศ รัสเซียมีเป้าหมายจะเปลี่ยนเส้นทางนี้ให้กลายเป็นเส้นเลือดการค้าระดับโลก และขยายการสกัดน้ำมันและก๊าซตามแนวชายฝั่ง ซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น พร้อมเปิดช่องให้ระบบนิเวศอาร์กติกตกอยู่ในความเสี่ยงจากมลพิษครั้งใหญ่ เฉพาะในปี 2024 สินค้ากว่า 84% ที่ขนส่งผ่าน NSR เป็นน้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิงฟอสซิล การสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลคือเครื่องจักรหลักของยุทธศาสตร์อาร์กติกของรัสเซีย และเครมลินก็ไม่มีทีท่าจะชะลอ แม้จะอยู่ท่ามกลางสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรจากนานาชาติก็ตาม มอสโกมอง NSR ไม่เพียงเป็นเส้นทางส่งออกสำคัญ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการขยายอำนาจและกำหนดเส้นทางการค้าทางเรือของโลกใหม่ รัสเซียโฆษณาเส้นทางนี้ว่าเร็วกว่าถูกกว่าคลองสุเอซ โดยมีเรือตัดน้ำแข็งจำนวนมากคอยเปิดทางให้เดินเรือได้ตลอดทั้งปี แต่ภาพฝันอุตสาหกรรมนี้กลับชนกับความจริงอันโหดร้าย NSR ยังคงเป็นเส้นทางที่อันตราย เต็มไปด้วยสภาพน้ำแข็งที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แนวสันน้ำแข็งที่อาจชนเรือ และช่องแคบแคบตื้น แม้ในฤดูร้อน น้ำแข็งที่ลอยเคลื่อนสามารถปิดทางเดินได้ในพริบตา ขณะที่หมอกหนาและพายุฉับพลันเพิ่มความเสี่ยงอีกหลายเท่า ส่วนในฤดูหนาว เส้นทางทั้งเส้นกลายเป็นน้ำแข็งแข็งตัว เดินเรือได้เฉพาะด้วยความช่วยเหลือจากเรือตัดน้ำแข็งเท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำมันรั่วหรืออุบัติเหตุทางทะเลแทบไม่มี เรือที่ติดอยู่ในน้ำแข็งอาจต้องรอความช่วยเหลือเป็นสัปดาห์ และอุปกรณ์เฉพาะสำหรับเก็บกู้คราบน้ำมันในสภาพอาร์กติกก็ขาดแคลนอย่างหนัก ถึงกระนั้น […]

บทบาทของ Rosatom ต่อแผนการนิวเคลียร์ของพม่า

ในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียและรัฐบาลสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาว่าด้วย “หลักการความร่วมมือในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดินในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา” ซึ่งลงนามที่กรุงมอสโกวันที่ 4 มีนาคม 2568 คู่ภาคีจะร่วมมือกันในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดิน (ซึ่งจะเรียกว่า “АСММ”) ในเขตสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 110 เมกะวัตต์ ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าจะใช้เครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water Reactor)ของรัสเซียและในมาตรา 4 ของข้อตกลง เราจะเห็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญโดยฝ่ายรัสเซียคือ Rosatom และ Rostekhnadzor(หน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์-nuclear regulatory authority) ฝ่ายเมียนมาคือ คณะกรรมการโครงการนิวเคลียร์แห่งชาติและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом» หรือ State Atomic Energy Corporation “Rosatom”) คือรัฐวิสาหกิจที่เป็น “แขนขาด้านนิวเคลียร์” ของรัสเซียทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงานและการทูต ภายในประเทศ Rosatom ผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ประมาณ 20% ของความต้องการไฟฟ้ารัสเซีย ระหว่างประเทศ Rosatom ใช้ “การทูตนิวเคลียร์” เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลโดยทำสัญญาและก่อสร้างโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ คาดว่าเครื่องปฏิกรณ์น้ำแรงดัน(Pressurized Water […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings