Taragraphies — Header Component

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (11) : เรื่องเล่า (Stories)

เมื่อคนเราฟังเรื่องเล่า สมองทั้งสองซีกจะทำงานพร้อมกัน ซีกซ้ายจะประมวลผลคำพูดในขณะที่ซีกขวาจะเติมช่องว่างที่ขาดหายไปอย่างกระตือรือร้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการอ่านหนังสือให้เด็กฟังจึงสำคัญมาก เพื่อให้สมองของพวกเขาได้จินตนาการเรื่องราว แทนที่จะใช้แค่โทรทัศน์และภาพยนตร์ในการเรียนรู้ทั้งหมดของพวกเขา การสื่อสารของแคมเปญควรเริ่มต้นต่อหน้าผู้ชมเหมือนการเล่าเรื่อง — ตั้งแต่ต้นเรื่อง รูปที่ 1 และ 2 แสดงวิธีการให้ข้อมูลเดียวกันในสองรูปแบบ เราสามารถเห็นได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นในรูปที่ 1 เพราะมันคือเรื่องเล่า ส่วนรูปที่ 2 กล่าวถึงหัวข้อเดียวกัน — หมาป่า เด็กและประสบการณ์เฉียดตาย — แต่ในรูปแบบที่ต่างออกไปและจดจำได้น้อยกว่า เรื่องเล่ามีมาก่อนการเขียนอย่างแน่นอนและอาจมาก่อนศิลปะด้วยซ้ำ ใช้เรื่องเล่าทุกครั้งที่ทำได้ เพราะผู้คนจะจดจำเรื่องเล่า และหากเป็นไปได้ให้ใช้บุคคลจริงในเรื่องเล่า เพราะเราสามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้ ส่วนรูปแบบรายงานเชิงวิชาการเก็บไว้ใช้สำหรับการสื่อสารกับเครื่องจักรหรือในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องเล่า (Stories) คือวิธีที่เรานำสิ่งสำคัญหลายอย่างในชีวิตมาเชื่อมโยงกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร เปิดทางให้แนวคิดหนึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างอิสระ เช่น เรื่องเล่าในเมือง นิทานสอนใจหรือ “มีม” ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ไกลกว่าการสื่อสารแบบเสียค่าใช้จ่าย เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยมีตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้น ก็สามารถพาเราย้ายจากการสื่อสารของสมองซีกขวามายังซีกซ้าย จากข้อเท็จจริงและเหตุผลไปสู่ความรู้สึกและอารมณ์ เรื่องเล่าพาเราเข้าไปในเหตุการณ์นั้นได้ — “มันอาจเป็นฉันก็ได้” เหมือนกับภาพ เรื่องเล่าไม่ต้องใช้การถกเถียงโต้แย้ง และคุณไม่สามารถโต้แย้งกับมันได้ เพราะคุณคือคนที่ตีความหมายของเรื่องนั้นด้วยตัวเองโดยไม่ถูกยัดเยียดให้เชื่อ ดังนั้นเรื่องเล่าจึงสามารถนำไปสู่เหตุการณ์หายากอย่าง “การเปลี่ยนความคิด” ง่ายขึ้น ความหมายลึกซึ้งอาจจะมาเยือนคุณภายหลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าไปแล้วนานมาก […]

หลัก 7 ประการของการรณรงค์

เป้าหมายของการรณรงค์คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือเสริมความมั่นคงของสภาวะที่ดีให้ดียิ่งขึ้น การรณรงค์ขับเคลื่อนด้วย “สาเหตุ” ซึ่งอาจเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่การโน้มน้าวให้บุคคลเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ไปจนถึงการผลักดันให้สังคมเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นในระดับครอบครัวไปจนถึงระดับระหว่างประเทศ สิ่งที่เป็นสาเหตุของการรณรงค์คือแรงกระตุ้นทางอารมณ์ที่ผลักดันไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ นี่คือสิ่งที่ให้ทั้งแรงจูงใจและความกล้าหาญเมื่อจำเป็น และยังกลายเป็นเรื่องราวที่คุณต้องเล่าออกไป การสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องได้รับ “อนุญาต” จากผู้อื่น การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมส่งผลกระทบต่อคนอื่น ดังนั้นเราต้องระบุและทำความเข้าใจกับบุคคลที่เราต้องมีอิทธิพลเหนือพวกเขา คนที่เราต้องให้มาอยู่ข้างเรา หากเราไม่สามารถได้รับ “อนุญาต” จากบุคคลสำคัญเหล่านี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ลดลง ดังนั้น การเข้าใจและโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายของเราจึงเป็นหัวใจของการรณรงค์ เพื่อให้ได้รับอนุญาตจากผู้อื่น เราต้องเล่าเรื่องที่น่าดึงดูดใจ ผู้คนมักถูกโน้มน้าวด้วยเรื่องราว เรื่องราวของการรณรงค์เรียกว่า “เรื่องเล่า” (narrative) ซึ่งเกิดจากความเข้าใจในคุณค่าของสาเหตุที่เราขับเคลื่อน ผลประโยชน์ที่เสนอให้ และความเข้าใจในทัศนคติ ความรู้ และวาระของกลุ่มเป้าหมาย เราแบ่งปันเรื่องเล่านี้ผ่านกิจกรรมที่สอดประสานกัน และด้วยการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เราจึงได้รับ “อนุญาต” ให้ดำเนินการรณรงค์ เรื่องราวที่ทรงพลังต้องมีโครงสร้าง ลำดับ และแผนที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของผู้ฟัง เรื่องราวที่ดีต้องถูกเล่าอย่างเป็นลำดับและส่งผ่านช่องทางที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม นักเขียนนวนิยาย นักเขียนบท และนักเขียนบทละครต่างตระหนักถึงความสำคัญของการวางชั้นเชิงเรื่องราวให้ดำเนินไปในจังหวะที่ถูกต้อง การเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการวางแผนอย่างรอบคอบและความคิดสร้างสรรค์ การลำดับการนำเสนอข้อมูลมีผลต่อปฏิกิริยาของผู้ฟังทั้งในนิยายและในเรื่องราวของการรณรงค์ แผนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความคิดเห็นและสถานการณ์ แม้ว่าการวางแผนรายละเอียดของการรณรงค์จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความยืดหยุ่นและการปรับตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการสื่อสารของเรา และบางครั้งอาจมีการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจขัดขวางการรณรงค์ของเรา ในฐานะนักรณรงค์ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings