Taragraphies — Header Component

ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า : ได้เวลาละทิ้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว

เรียบเรียงจาก https://www.theworldmind.org/briefing-archive/failure-after-failure-lets-ditch-small-modular-reactors2025/2/25 ลองจินตนาการถึงเครื่องชงกาแฟนวัตกรรมใหม่—เครื่องที่สามารถชงกาแฟได้มากขึ้นเป็นสองเท่าจากปริมาณเมล็ดกาแฟเท่าเดิม เครื่องนี้จะช่วยให้การชงกาแฟที่บ้านถูกลง รวมถึงราคากาแฟในร้านอย่าง Dunkin’ และ Starbucks ก็จะถูกลงด้วย เครื่องนี้เริ่มได้รับความสนใจจากบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมกาแฟ เช่น Keurig และ Nespresso โดยมีแผนเปิดตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2025 แต่แล้วกลางฤดูใบไม้ผลิ มีการประกาศเลื่อนเปิดตัวเป็นฤดูหนาวปี 2027 และหลังจากนั้นก็เลื่อนอีกครั้ง โดยระบุว่าคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030 Keurig และ Nespresso จึงถอนตัวจากโครงการ ซึ่งยิ่งทำให้โครงการล่าช้าออกไปอีก จนกลายเป็นปี 2035 หลังจากล่าช้ามา 10 ปี คุณยังจะลงทุนในเครื่องนี้อยู่อีกไหม? ก็คงไม่ แล้วทำไมเราถึงยังลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่อาศัยคำสัญญาแบบเดียวกันอยู่อีกล่ะ? เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) ไม่เหมือนกับเครื่องชงกาแฟ เพราะเป็นเทคโนโลยีจริงที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้พลังงานนิวเคลียร์มีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในทางทฤษฎี ขนาดที่เล็กกว่าทำให้สามารถติดตั้งได้รวดเร็วกว่า และใช้ได้ในหลากหลายพื้นที่ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์ กังหันลม หรือพลังงานคลื่นทะเลที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ นอกจากนี้ เครื่องปฏิกรณ์บางแบบยังสามารถนำเชื้อเพลิงใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ (เรียกว่า “วงจรเชื้อเพลิงปิด”) ซึ่งช่วยให้สามารถสกัดพลังงานได้มากกว่าที่เครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมทำได้จากปริมาณเชื้อเพลิงเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงยกย่องเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เหล่านี้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะดูเหมือนจะตอบโจทย์ข้อจำกัดเดิมหลายอย่างที่พลังงานนิวเคลียร์เคยเผชิญมา ในระดับนานาชาติ ฝรั่งเศสและอินเดียได้ประกาศแผนการเริ่มก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กร่วมกัน […]

บทเรียนจากไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป

เรียบเรียงจาก https://es.greenpeace.org/es/noticias/el-gran-apagon-la-seguridad-era-la-energia-y-mucho-mas/ เหตุการณ์ไฟดับใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ได้มอบบทเรียนและข้อคิดบางประการให้กับเรา แม้ว่างานฟื้นฟูและการสืบหาสาเหตุยังคงดำเนินอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในระดับไม่สะดวกสบายไปจนถึงขั้นรุนแรงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และเราขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมงานทุกคนที่ช่วยเหลือประชาชนและเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า พร้อมกันนี้ แม้จะยังต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถสรุปประเด็นเบื้องต้นบางประการได้ดังนี้: 1. นี่แหละคือความมั่นคง เราได้เห็นกับตาว่า “ความมั่นคง” ที่พูดถึงกันมากมายทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคมของเรา มากกว่าการซื้ออาวุธหรือกระสุน ทุกยูโรที่ลงทุนมีความหมาย และตอนนี้คือเวลาที่ต้องย้ำว่า “นโยบายป้องกันประเทศ” ที่ดีที่สุดคือระบบพลังงานที่เข้าถึงได้ กระจายศูนย์ และมาจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงรับประกันการจ่ายไฟฟ้า แต่ยังช่วยหยุดยั้งวิกฤตภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา 2. ถึงเวลาแห่งพลังงานหมุนเวียน อีกหนึ่งบทเรียนที่เงียบแต่ชัดเจนจากไฟดับครั้งนี้คือ พลังงานหมุนเวียนคืออนาคตเดียวที่ปลอดภัย มีศักยภาพ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ย้อนกลับไปในช่วงไฟดับ แทนที่สเปนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากฝรั่งเศสเหมือนอดีต กลับกลายเป็นว่าเรากำลัง “ส่งออกไฟฟ้า” ให้กับฝรั่งเศสและโปรตุเกส จากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไฟดับครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักให้เร่งการลดคาร์บอนในระบบพลังงาน ขยายพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าใช้เอง ชุมชนพลังงาน และการจัดเก็บพลังงาน ยิ่งระบบยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภัยโลกร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น (อย่าลืมเหตุการณ์วางระเบิดท่อส่งก๊าซ Nordstream หรือความเปราะบางของการนำเข้าก๊าซจากเรือภายใต้ความเสี่ยงจากทรัมป์หรือปูติน) 3. ความล้มเหลวอีกครั้งของพลังงานนิวเคลียร์ เหตุการณ์นี้ได้เผยให้เห็นข้อบกพร่องร้ายแรงของพลังงานนิวเคลียร์ เวลาประมาณ 5 […]

นิวเคลียร์ – ทางเลือกที่ดูดีในตอนแรกแต่มีผลกระทบ/ความเสี่ยงที่เราต้องเสียใจภายหลัง(regrets solution)

โดยพื้นฐานแล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทำหน้าที่ต้มน้ำ พลังงานนิวเคลียร์เกิดจากการแยกนิวเคลียสของอะตอม ซึ่งปลดปล่อยพลังงานที่ยึดโปรตอนและนิวตรอนไว้ด้วยกัน พลังงานที่ปล่อยออกมาจากกัมมันตภาพรังสีนั้นถูกใช้ในการต้มน้ำ และน้ำร้อนนั้นก็จะนำไปใช้ในการหมุนกังหันไอน้ำ กระบวนการนี้ถือเป็นวิธีการสร้างไอน้ำที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยคิดค้นขึ้นมา อย่างไรก็ตาม พลังงานนิวเคลียร์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ จึงมีบางคนมองว่ามันเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ก็มีอีกหลายคนเชื่อว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า วิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการผลิตพลังงานด้วยกังหันไอน้ำคือ การเผาก๊าซหรือถ่านหิน ซึ่งการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินนั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าพลังงานนิวเคลียร์ประมาณสิบถึงร้อยเท่า ปัจจุบัน พลังงานนิวเคลียร์ผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าทั่วโลก และคิดเป็นประมาณ 4.8 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมดที่โลกใช้ มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่กำลังดำเนินการอยู่จำนวน 444 แห่งใน 29 ประเทศ และยังมีอีก 63 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ในบรรดา 29 ประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด โดยคิดเป็น 76 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์สามารถแบ่งออกได้โดยทั่วไปตาม “รุ่น” หรือ “เจเนอเรชัน” รุ่นที่เก่าแก่ที่สุดคือ Generation 1 ซึ่งเริ่มใช้งานครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 และปัจจุบันได้ถูกปลดระวางเกือบทั้งหมดแล้ว กำลังการผลิตส่วนใหญ่ของเตาปฏิกรณ์ในปัจจุบันอยู่ในกลุ่ม Generation 2 (โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลมีทั้งเตารุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ส่วนเตาทั้ง […]

นัยยะของแผนการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำในทะเลจีนใต้

เรียบเรียงจาก https://www.orfonline.org/expert-speak/implications-of-china-s-floating-nuclear-power-plants-in-the-south-china-sea#:~:text=Experts%20emphasise%20that%20FNPPs%20pose,marine%20life%20and%20regional%20stability. เขียนโดย Pratnashree Basu is an Associate Fellow, Indo-Pacific at Observer Research Foundation, Kolkata, with the Strategic Studies Programme and the Centre for New Economic Diplomacy. รายงานล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ลอยน้ำของจีนได้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการทำให้ทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งอยู่แล้วมีลักษณะเป็นพื้นที่ทางทหารมากขึ้น โครงการนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในปี 2016 โดยมีข่าวเกี่ยวกับสถานีไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำแห่งแรกของจีนที่เรียกว่า ACPR50S ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท China General Nuclear (CGN) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของจีน เดิมที เครื่องปฏิกรณ์ลอยน้ำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจอดเทียบบนเรือสำหรับใช้ในการสำรวจน้ำมันนอกชายฝั่งโดยให้พลังงานสำหรับปฏิบัติการในทะเลโป๋ไห่ (Bohai Sea) ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีข่าวลือและรายงานกระจัดกระจายเกี่ยวกับแผนของจีนในการ สร้างกองเรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ (FNPPs) สำหรับทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้นมา ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาและการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้มีค่อนข้างจำกัดโดยมีรายงานในปี 2023 ที่บ่งชี้ว่า แผนอาจถูกระงับ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings