โลก 5 ใบให้นายคนเดียว

เราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน แนวโน้มในด้านต่างๆ ทั้งศิลปะวัฒนธรรม แฟชั่น วิถีชีวิต และความคิดเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วขณะหายใจ ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่งที่มนุษย์เรามิได้เผชิญมาก่อน ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนพร้อมกับศักยภาพทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดได้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อระบบธรรมชาติของโลก นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง พอล ครุสเซน (Paul Crutzen) นำเสนอผ่านบทความในวารสาร ‘เนเจอร์’ (Nature) ว่า เราอาศัยอยู่ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ -ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)- กล่าวคือ มนุษย์กลายมาเป็นแรงกระทำที่มีผลต่อธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างมหาศาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับมาคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราและคนรุ่นอนาคต

ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสะสมเพิ่มพูนในชั้นบรรยากาศซึ่งไร้เขตแดนได้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานและการคมนาคมขนส่งซึ่งก่อตัวเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมา กระบวนการอุตสาหกรรมบนฐานพลังงานราคาถูกเอื้ออำนวยให้คนรุ่นปัจจุบันเกิดความสะดวกสบายในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและโอกาสใหม่ ท่ามกลางการท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยความยากจนแบบเรื้อรังและความร่ำรวยแบบกระหายทรัพยากร

ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวหายนะภัยเรื่อง The Day After Tomorrow ที่ออกฉายราวกลางปี พ.ศ.2547 ฉายภาพของโลกเมื่อต้องประสบกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนในอัตราเร่ง ผลคือภัยพิบัติระดับโลกเกิดขึ้นเป็นระลอกติดต่อกัน เช่น พายุเฮอริเคนและทอร์นาโด คลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง มหาอุทกภัย แผ่นดินไหว และจุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งใหม่…

ภาพยนตร์ The Day After Tomorrow เป็นเรื่องแต่ง แต่ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง แม้ว่าการทำงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) อาจดูไม่เหมือนบทภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่การคาดการณ์ของ IPCC น่าตระหนกมากกว่าสิ่งที่ฮอลลีวู้ดนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนนับล้าน การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิต การขาดแคลนน้ำและอาหาร

นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) ปี 2537 ลงบทความซึ่งสรุปรายงานของเพนตากอน (Pentagon) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เรื่องความมั่นคงสำหรับอนาคตที่คาดการณ์ไว้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า “…ลองจินตนาการดู ประเทศยุโรปตะวันออกต้องดิ้นรนเลี้ยงดูประชากรของตนเอง และเข้าบุกรัสเซียซึ่งเริ่มอ่อนแอเนื่องจากจำนวนประชากรลดลง ทั้งนี้เพื่อยึดคุมสินแร่และแหล่งพลังงาน หรือ ญี่ปุ่นจับตาแหล่งน้ำมันและก๊าซในรัสเซียเพื่อนำมาใช้ในโรงงานผลิตน้ำจืดจากทะเลและการทำอุตสาหกรรมเกษตร…”

ข้อสรุปของเพนตากอนนั้นชัดเจน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในขั้นอันตรายนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและมีแผนสำรองสำหรับยุคอุณหภูมิอันหนาวเย็นในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ พายุที่เกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้น ภัยแล้งครั้งใหญ่ ซึ่งคนนับพันล้านต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

เพนตากอนระบุว่า “…ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เผชิญกับทางเลือกระหว่าง ‘อดตาย’ กับ ‘การปล้นชิง’ มนุษย์เลือกอย่างหลัง ดังนั้น หากโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า ความโหดร้ายยุคโบราณจะกลับมาอีกครั้ง ความสิ้นหวัง การแย่งชิงอาหาร น้ำ และแหล่งพลังงาน สงครามจะกำหนดชะตาของมนุษย์…”

สหรัฐอเมริกาอาจดูเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด คือ มีทั้งเงิน เทคโนโลยี และทรัพยากรมากมายที่จะรับมือ แต่ในด้านกลับกัน สหรัฐอเมริกาจะตกเป็นเป้าหมายจากการที่ช่องว่างระหว่าง ‘มี’ กับ ‘ไม่มี’ จะขยายตัวอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ เพนตากอนจึงเสนอว่า “สหรัฐอเมริกาต้องสร้างป้อมปราการป้องกันตัวเองเพื่อปกป้องทรัพยากร แนวพรมแดนต้องเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันผู้อพยพจากเม็กซิโก อเมริกาใต้ และหมู่เกาะคาริเบียน” พวกเขาเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า ‘นโยบายที่ไม่มีผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม’ (No Regrets Strategy) ซึ่งจะทำให้สหรัฐอเมริการอดจากหายนะภัยนี้

ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด คือ ผู้ไร้ซึ่งโภคทรัพย์ที่จะรับมือและปรับตัว ผู้ไร้ซึ่งทางเลือกในแหล่งอาหาร รวมถึงผู้ที่ไม่อาจเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข คนจนในประเทศร่ำรวยเองก็หนีไม่พ้น พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเสียชีวิตหรือประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มนิวออร์ลีน รัฐหลุยส์เซียนา ผู้เสียชีวิตและประสบภัยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจนสีผิวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และไม่มีรถยนต์หรือพาหนะที่จะหลบความรุนแรงของพายุร้าย

ภาวะโลกร้อนมีความเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออกจากวาระอื่นๆ ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทั้งการร่อยหรอของทรัพยากร การเพิ่มประชากรโลก การลดลงของอัตราการผลิตอาหารต่อคน รวมถึงความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเมืองของโลก มันมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและหนุนเสริมเข้าด้วยกัน

หลายต่อหลายคนมองว่า การทำให้คนหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องยากมาก มิใช่เพียงเพราะความเข้าใจที่ว่ามันคือปัญหาของวันพรุ่งนี้ หากแต่เป็นเพราะมีปัญหาอีกมากมายที่รุมเร้าผู้คนอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องรับรู้ว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ ‘เรื่องอื่น’ ในประเด็นที่หลากหลายและสลับซับซ้อนของโลก ถ้าเราไม่ใส่ใจ ภาวะโลกร้อนจะแผ่ขยายครอบงำประเด็นอื่นๆ ทั้งหมด และในทางกลับกัน หากเราสามารถกู้วิกฤตโลกร้อนได้ ก็จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่คุกคามโลกอยู่ในขณะนี้

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล หรือรู้จักกันว่า ‘เอิร์ธซัมมิต’ (Earth Summit) เมื่อปี 2535 ได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการจัดระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงการจัดทำกรอบอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) คำว่า ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)’ กลายเป็นชื่อของความก้าวหน้า เป็นแนวคิดที่ยอมรับกันทั่วโลก เป็นตัวประสานสารพัดประโยชน์ที่สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากันได้

แม้การประชุมที่ริโอจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลักและเป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมในทุกหนทุกแห่ง แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวที่จะบอกลาแนวคิดการพัฒนาแบบเดิม เอิร์ธซัมมิตประสบความล้มเหลวที่จะฝ่าข้ามทางสองแพร่ง ระหว่างการปล่อยให้เกิดวิกฤตธรรมชาติมากขึ้นจากการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด และการปล่อยให้เกิดวิกฤตความเป็นธรรมมากขึ้นโดยยืนหยัดปกป้องคุ้มครองธรรมชาติไว้อย่างเดียว ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นวาทกรรมการพัฒนาที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

เอิร์ธซัมมิตก่อให้เกิดคำถามใหญ่ของศตวรรษที่ 21 นั่นคือ จะรับมือกับการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมอย่างไรโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อนิเวศวิทยา

อีก 10 ปีต่อมาหลังจากเอิร์ธซัมมิต มีการจัดการประชุมที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesberg) แอฟริกาใต้ ในปี 2545 ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องการทำให้เป็น ‘การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development : WSSD)’ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้ความสำคัญกับความไม่เท่าเทียมในเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในโลกตกอยู่ในกับดักของความทุกข์ยากและอยู่ในสภาวะที่ลดทอนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์

บางคนกล่าวว่า มนุษยชาติต้องเลือกเอาระหว่างการเผชิญกับความทุกข์ยากหรือการเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นเกินขีดความสามารถที่ระบบนิเวศของโลกจะรองรับได้ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมโหฬารและการปล่อยของเสียในรูปคาร์บอนซึ่งต้องการแหล่งดูดซับทางชีวภาพขนาดมหึมา กลายเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่

กล่าวให้ชัดเจนลงไปคือ ถ้าเรานำเอาอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรในประเทศอุตสาหกรรมมาเป็นค่าเฉลี่ยของทุกประเทศในโลก เราจะต้องมีโลกอีก 5 ใบเพื่อที่จะให้ชั้นบรรยากาศรองรับและดูดซับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไว้ได้

เรามิอาจแยกความเป็นธรรมออกจากนิเวศวิทยาได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับประเด็นภาวะโลกร้อนที่ท้าทายมนุษยชาติทั้งมวลในขณะนี้ ความทุกข์ยากของมนุษย์ควรจะหมดไปโดยไม่ต้องทำให้เกิดหายนะภัยทางธรรมชาติ และในทางกลับกัน เราสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดหายนะภัยทางธรรมชาติโดยไม่ต้องทำให้ชีวิตมนุษย์ทุกข์ยาก ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องเทคโนโลยี สถาบันและโลกทัศน์ที่ครอบงำโลกปัจจุบันอย่างจริงจัง

ระหว่างนิเวศวิทยาและความเป็นธรรม

Thai Climate Justice's Protest at Surat Thani 2010

การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) จะเริ่มขึ้น ณ นครโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 2 กรกฎาคม 2545 ข้อมูลองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวกันของประมุขแห่งรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาติ รัฐบาลท้องถิ่น นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนจากมากกว่า 65,000 คน ถือได้ว่าเป็นการประชุมที่มีผู้นำโลกร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่นครริโอ เดอ จาเนโร บราซิล

คำถามที่ตามมาคือ สังคมโลกจะได้อะไรจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะเป็นเพียงความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมที่ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 10 ปีที่แล้วหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงการกลับมาทบทวนข้อตกลงต่างที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าและส่วนใหญ่ล้มเหลวจากการประชุมที่ริโอ ? หรือจะเป็นเพียงแค่วาระของการเฉลิมฉลองแล้วก็เลิกรากันไป ?

นายโคฟี อันนัน เลขาธิการใหญ่ของยูเอ็น เรียกการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่าเป็น Millennium Summit และการประชุมว่าด้วยการเงินและการพัฒนาที่จัดขึ้นที่เมืองมอนเทอเรย์ เม็กซิโก ในเดือนมีนาคม 2545 เขาเสนอให้มี “ข้อตกลงระดับโลก” ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาบนหลักการของภาระและสิ่งที่มีร่วมกันแต่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ประเทศเดนมาร์กผลักดันข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันนี้ในปี 2544 โดยประเทศซีกโลกเหนือจะต้องลดแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยลง มีภารกิจในการบรรเทาหนี้สินของประเทศยากจนและความช่วยเหลือทางสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประเทศซีกโลกใต้ต้องเห็นชอบในการปรับปรุงดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และให้คำมั่นสัญญาต่อสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานทางการค้า “ข้อตกลงระดับโลก” จะกลายเป็นวาระใหญ่ที่จะมีการถกเถียงกันในการประชุมสุดยอดของโลกครั้งนี้

องค์การสหประชาชาติระบุว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้มุ่งไปที่ประเด็นที่ท้าทายและความยุ่งยากที่โลกทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในโลกที่มีประชากรเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัย สุขอนามัย พลังงาน การบริการด้านสาธารณสุขและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เสนอประเด็นที่น่าสนใจไว้ใน “The Jo’burg Memo : Fairness in a Fragile World. Memorandum for the World Summit on Sustainable Development” ว่า สิ่งที่ท้าทายและที่เป็นอันตรายสำหรับการประชุมที่โยฮันเนสเบอร์กคือจะเดินหน้าต่อหรือจะถอยหลังกลับเมื่อเทียบกับการประชุมที่ริโอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การประชุมที่ริโอมุ่งเน้นถึงวิกฤตหลักสองประการคือ วิกฤตของระบบนิเวศและวิกฤตของความเป็นธรรม และมุ่งที่จะผนวกเอาประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นของการพัฒนาเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายไปพ้นจากทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนาที่ก่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือ การมุ่งแต่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ละเลยความเป็นธรรม

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าการประชุมที่ริโอประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่งหากแต่ปราศจากรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

ที่โยฮันเนสเบิร์ก ประเด็นที่จะมีการถกเถียงกันคือ การไปให้พ้นจากการลอกเลียนแบบการพัฒนากระแสหลัก การลดแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย การรับประกันต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้ด้อยโอกาส และการก้าวกระโดดไปสู่ยุคพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ทั้งหมดนี้  คำถามคือ “อะไรคือความเป็นธรรมภายในพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จำกัด ?”

ในด้านหนึ่ง เราพูดถึงความเป็นธรรมในแง่ของการเรียกร้องให้ขยายและรับรองสิทธิของคนจนในการดำรงชีวิต ในอีกด้านหนึ่ง เราพูดถึงการลดสิทธิที่เหนือกว่าในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศอุตสาหกรรม ผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นและสิทธิในการดำรงชีวิต มักจะขัดกับผลประโยชน์ของชนชั้นผู้บริโภคในเมืองและบรรษัทซึ่งแสวงหากำไร ความขัดแย้งทางทรัพยากรเหล่านี้จะไม่ยุติลงตราบเท่าที่แบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ทำลายล้างในโลกนี้ยังเป็นไปตามเดิม

ควรต้องกล่าวว่า วิถีชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ถ้าคนไม่มีโอกาสเข้าถึงที่ดิน เมล็ดพันธุ์ ป่าไม้ ทุ่งหญ้า แหล่งทำประมง และแหล่งน้ำ ยิ่งกว่านั้น มลพิษทางอากาศ ดิน น้ำ และในอาหาร คือบ่อนทำลายอย่างเรื้อรังต่อสุขภาพของคนจนโดยเฉพาะคนจนเมือง ดังนั้น การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมิได้ขัดแย้งกับการขจัดความยากจน หากเอื้อต่อกัน สำหรับคนจนแล้ว จะไม่มีความเป็นธรรมโดยปราศจากนิเวศวิทยา และเมื่อพูดถึงการปกป้องดูแลทรัพยากรบนฐานของสิทธิชุมชนที่เข้มแข็ง ก็จะไม่มีนิเวศวิทยาโดยปราศจากความเป็นธรรม

เช่นเดียวกัน เมื่อเราพูดถึงการขจัดความยากจน ก็มิอาจละเลยการยกระดับความมั่งคั่งได้ ในฐานะที่พื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมของโลกถูกแบ่งไม่เท่าเทียมกัน การทำให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงฐานทรัพยากรได้มากขึ้นหมายความถึง ต้องลดการอ้างสิทธิในทรัพยากรของผู้บริโภคที่บริโภคเกินจำเป็นทั้งในซีกโลกเหนือและใต้ ความมั่งคั่งต้องเป็นรูปแบบความมั่งคั่งที่ลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งมิใช่เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรม หาไม่แล้ว คนส่วนใหญ่ในโลกยังคงถูกกีดกันออกจากส่วนแบ่งที่เป็นธรรมของมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ยังมีข้อเสนอต่อการประชุมที่โยฮันเนสเบอร์กให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิในการดำรงชีวิต ระบบธรรมาภิบาลที่เปิดกว้างและโปร่งใสอาจเป็นแนวทางที่ดีที่สุดอันหนึ่ง มีข้อเสนอให้อภิปรายถึงกรอบอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นซึ่งรวมเข้ากับสิทธิของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวยังคงถูกคุกคามจากการทำเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ำมัน การทำไม้ และอุตสาหกรรมที่ขูดรีดกอบโกยทรัพยากรอื่น ๆ ที่สำคัญ สิทธิทางสิ่งแวดล้อมต้องรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิผู้บริโภค หลักการป้องกันไว้ก่อน และผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายต้องเข้าไปอยู่ในกฎหมายทุกระดับ

นอกจากนี้ มีการพูดถึงการยกระดับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ(UNEP) ให้เป็นองค์การสิ่งแวดล้อมโลก(Global Environment Organization) และประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่ประเทศไทยควรจับตามอง (นอกเหนือไปจากการถกเถียงว่าควรจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือไม่) เช่น การสถาปนาองค์การพลังงานทดแทนระหว่างประเทศที่มีลักษณะกระจายอำนาจ และศาลระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมและการค้า เป็นต้น

รัฐบาลไทยพร้อมหรือยังสำหรับ ”ข้อตกลงระดับโลก (Global Deal)” ที่โยฮันเนสเบอร์ก นอกเหนือจากการทบทวนว่าทำอะไรไปบ้างภายใต้กรอบของระเบียบวาระที่ 21 และปฏิญญาริโอ ท่ามกลางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ดำเนินไปอย่างอิหลักอิเหลื่อและอึมครึม


หมายเหตุ – บทความนี้ เขียนไว้ครั้งที่มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (WSSD) ในปี พ.ศ. 2545 ณ นครโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ โดยนำเอาประเด็นในรายงาน Jo’ burg Memo : Fairness in a Fragile World – Memorandum for the World Summit on Sustainable Development มานำเสนอ สถานการณ์ของโลกหลายอย่างได้เปลี่ยนไป เป็นต้นว่า การเสนอให้มีการสถาปนาองค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน เรามีองค์กรที่ชื่อว่า International Renewable Energy Agency(IRENA) http://www.irena.org/ ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงบอนน์ เยอรมนีในปี พ.ศ.2552.