ไฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Fire in Southeast Asia – March 28, 20013 http://earthobservatory.nasa.gov/IOTD/view.php?id=80724 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปกคลุมด้วยลมมรสุม ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน เป็นช่วงฝนชุกและอากาศร้อน ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคมมีอากาศเย็นขึ้นและแห้งแล้ง ในช่วงปลายแล้งนี้ เกิดไฟลุกลามเป็นพื้นที่กว้างจากการที่ผู้ทำการเผาไหม้เพื่อจัดการพื้นที่เกษตรกรรมรวมถึงกิจกรรมการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในเขตเมือง ภาพถ่ายดาวเทียมนี้แสดงการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาร์และไทยในวันที่ 22 มีนาคม 2556 ด้วย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS)  จากดาวเทียม Aqua ของนาซา เครื่องมือ MODIS จับภาพไฟไหม้ไม่เพียงแต่จากควันไฟที่เห็นได้เท่านั้น แต่ยังมาจากการแผ่รังสีความร้อน( infrared energy ) จากพื้นผิวอีกด้วย ไนภาพนี้จะไม่เห็นความร้อน แต่ในภาพจะแสดงด้วยจุดสีแดงซึ่งเป็นพื้นที่ที่เครื่องมือ MODIS ตรวจจับความร้อนบนพื้นผิวของภูมิทัศน์ ไฟเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการจัดการพื้นที่มาเป็นนับร้อยนับพันปีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางครั้งก็มิได้เป็นอันตรายเสมอไป แต่ควันไฟนี้เองมีผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพอากาศ สุขภาพอนามัยของมนุษย์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก วัฐจักรคาร์บอน(carbon cycle) และความหลากหลายทางชีวภาพ Ritesh Gautam นักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศขององค์การนาซากล่าวว่า การผกผันทางอุณหภูมิ(Temperature inversions) ซึ่งนำไปสู่การเกิดหมอกควันพิษที่เกิดมาตรฐานคุณภาพอากาศอย่างมากจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ของปี ปริมาณหมอกควันในชั้นบรรยากาศจะสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน อย่างไรก็ตาม มันก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของมรสุมด้วย ที่มา : Gautam, R. et al (2012, June […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings