โดย สุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล – กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก

8 กันยายน 2555 เวลา 9.00น จากการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีรัฐบาลของกระทรวงพลังงานนำโดยนายอารักษ์  ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีพลังงานประกาศประสบความสำเร็จ ในการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี) 20ปีโดยการใช้พลังงานทดแทนและแผนอนุรักษ์พลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงไฟฟ้า ในการรองรับการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าอีก20ปีข้างหน้านั้น

จากการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนของนางสาวสุรีรัตน์  แต้ชูตระกูล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของกฟผ.ในประเด็นดังกล่าวว่า “ประชาชนต้องรู้เท่าทันการแสดงละครของนักการเมือง การประเมิลผลนโยบายควรยึดหลักความจริงและผลประโยชน์โดยรวมของสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อผิดพลาด”

กระบวนการทำแผนพีดีพี2010ปรับปรุงครั้งที่3ที่ต้องใช้20ปี มีเวลาฟังความเห็นประชาชน 1ชั่วโมง 45นาที  ซึ่งใช้เวลาสั้นมาก และทำเวทีเดียวในกทม. ก็รีบชง รีบอนุมัติเพื่อจะให้บรรลุเป้าเปิดประมูลสัมปทานโรงไฟฟ้าเอกชน 7โรงให้ทันเวลาของรัฐบาลชุดนี้

ในแง่การบริหารระบบ เดือนเมษาที่ผ่านมา  ช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ กฟผ.ได้ไฟเขียวทำแผนปิดซ่อมโรงไฟฟ้าไป 3,000 เมกะวัตต์ทั้งๆทีหลีกเลี่ยงได้ ถือว่าเป็นการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ไฟฟ้าสำรองที่พึ่งพาได้ต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อใช้อ้างเหตุผลในการเร่งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซใหม่โดยไม่จำเป็น

สำหรับเรื่องแผนอนุรักษ์พลังงาน  รัฐบาลชุดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ออกนโยบายผ่านมติคณะรัฐมนตรี กำหนดเป้าหมายให้ทำแผนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปสู่การลดความต้องการใช้ไฟฟ้า 17,500 เมกกะวัตต์(เทียบเท่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 22โรง)ในรอบ 20ปี  ต้องถือว่าเป็นนโยบายชิ้นโบว์แดง

แต่เวลานำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือการทำแผนพัฒนาไฟฟ้า(พีดีพี)นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กลับชงแผนพีดีพี ที่กำหนดเป้าหมายการทำแผนอนุรักษ์พลังงานเพียง 20% หรือ 3,500 เมกะวัตต์ใน 20ปี   ให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานชาติอนุมัติผ่าน ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้สอบตกในขั้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

หากรัฐบาลใส่ใจ จริงใจ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการไฟฟ้าด้านดีมานด์ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนอนุรักษ์พลังงานให้บรรลุเป้าหมายปีละ 875 เมกะวัตต์  จะทำให้ค่าไฟฟ้าตามคาดหมายในปี2573 ลดลง 22%  ทันที เพราะใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทุกชนิดเชื้อเพลิง ไม่ต้องไปเสียเงินลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. 4โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2โรงและโรงไฟฟ้าก๊าซของเอกชนอีก 7 โรง ประเทศไทยก็มีไฟฟ้าพอใช้  แถมยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อย่างยั่งยืน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แผนอนุรักษ์พลังงานป็นทางเลือกแรกในการวางแผนพีดีพีและต้องทำให้มากสุด  แต่รัฐบาลไทยกลับทำตรงข้ามคือใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและทำให้น้อยที่สุด เราเห็นว่าที่เป็นกันแบบนี้เพราะระบบที่เอื้อให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานและกฟผ.ที่ต้องรับผิดชอบทำแผนพีดีพี ไปนั่งเป็นบอร์ดของบริษัทค้าพลังงาน คนเดียวแบบสวมหมวก 2ใบ  ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คำนึงถึงการสร้างกำไรให้กลุ่มทุนค้าพลังงานอย่างยั่งยืนมากกว่าผลประโยชน์โดยรวมของสังคม

 

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading