เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

แพท คอสเนอร์-สตรีสูงวัยชาวอเมริกันร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรงผู้แนะนำตัวเองว่าเป็น “นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสของกลุ่มกรีนพีซ-องค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก” กำลังอธิบายเรื่อง “มลพิษตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants-POPs) อย่างตั้งใจในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เรื่องสารพิษในประเทศไทยที่จัดขึ้นในปี 2542 นับเป็นครั้งแรกที่พวกเราหลายคนได้ยินคำว่า “มลพิษตกค้างยาวนาน” นอกเหนือไปจากกลุ่มสารเคมีที่รู้จักกันในนาม “สกปรกหนึ่งโหล (Dirty Dozen)” ซึ่งได้มีการรณรงค์มาในช่วงระยะหนึ่งโดยองค์กรผู้บริโภคและเครือข่ายที่ทำงานด้านเกษตรกรรมทางเลือก

ในเวทีสัมมนา มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องแหล่งกำเนิดของมลพิษตกค้างยาวนานและพิษภัยของมันที่มีต่อคนและสิ่งแวดล้อมตลอดจนกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติการเพื่อกำจัดมลพิษดังกล่าวให้หมดไปจากโลก ความสนใจของผมที่มีต่อเรื่องราวใหม่นี้ ยังได้นำไปสู่การรับรู้ชีวิตอีกมุมหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนั้น

ผมพบกับแพท คอสเนอร์อีกครั้งหนึ่งปีถัดมาที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ในการประชุมเพื่อกำหนดบทบาทภาคประชาชนในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในอ่าวซูบิคซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานทัพอเมริกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีการรณรงค์อย่างแข็งขันที่มะนิลาในห้วงเวลานั้นคือการออกกฎหมายอากาศสะอาดที่ส่งผลให้มีการห้ามก่อสร้างโรงงานเผาขยะ ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายการจัดการของเสียเชิงนิเวศ

เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมรู้จักเจ้าสารเคมีอีกกลุ่มหนึ่ง-ไดออกซิน-ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์มันคือสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จัก มันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดใหญ่ของมันคือกระบวนการเผาไหม้ที่มีคลอรีนเข้าไปเกี่ยวข้อง

เรื่องราวของมลพิษจากกระบวนการเผาไหม้นี้แหละคือชีวิตด้านหนึ่งของแพท คอสเนอร์

แพทเกิดและเติบโตที่อาร์คันซอส์ หลังจบมหาวิทยาลัย เธอเข้าทำงานเป็นนักเคมีอุตสาหกรรม เคยทำงานเป็นนักวิจัยด้านเคมีให้กับบริษัท Syntex ในโคโรลาโดและบริษัทน้ำมันเชลล์ในเท็กซัส แพทกลับมาที่อาร์คันซอส์อีกครั้งหนึ่ง ผันตัวเองทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยอิสระที่ยูเรกาสปริงส์

เธอมีบทบาทสำคัญในการเป็นประจักษ์พยานและนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการยุติโครงการก่อสร้างโรงเผากากของเสียอันตรายหลายโครงการ เธอวิพากษ์เทคโนโลยีเผาขยะด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเธอ และการรณรงค์ยุติเทคโนโลยีเผาขยะนี้เองที่ทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเสียผลประโยชน์ เธอทำงานหนุนช่วยภาคประชาชนยุติโครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะของบริษัท Ensco ในอาร์คันซอว์ โครงการของบริษัท MRK ที่จะนำเอาอาวุธเคมีและชีวภาพที่ปนเปื้อนไดออกซินไปเผาในบริเวณชุมชนแจ๊คสันวิลล์ อาร์คันซอว์ รวมถึงโรงงานเผาขยะของบริษัท Waste-Tech ในพื้นที่สงวนของอเมริกันอินเดียนเผ่า Kaw ในโอคลาโฮมา ฯลฯ…

แพทใช้เวลาเกือบห้าปีเขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์ชื่อ “เล่นกับไฟ(Playing With Fire)” ซึ่งนำเสนอข้อมูลทางเทคนิคเพื่อวิพากษ์การเผากากของเสียอันตราย และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสกปรกนี้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารเคมีอันตรายไปสู่ดินและอากาศอย่างไร

ก่อนรายงานเล่มนี้จะเผยแพร่สู่สาธารณะชน บ้านที่แพทอาศัยและใช้เป็นสำนักงานก็ถูกเผา

ในจดหมายข่าวราเชล คาร์สันซึ่งเป็นจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริการายงานว่า

“บ้านและสำนักงานของแพท คอสเนอร์ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ถูกเผามอดไหม้ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 2534 ตำรวจยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากการมีคนวางเพลิง ผู้วางเพลิงใช้น้ำมันราดไว้ทั่วบ้านก่อนจุดไฟเผา แพท คอสเนอร์ไม่ได้อยู่บ้านในขณะนั้นและไม่มีใครได้รับอันตรายจากไฟไหม้ เพลิงไหม้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง บ้านชั้นเดียวที่ยูเรกาสปริงส์เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านกองอยู่กับพื้น กว่า 30 ปี ของการทำงานในฐานะนักเคมีและนักสิ่งแวดล้อม ห้องสมุดของแพท คอสเนอร์ที่มีหนังสือ รายงานและแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อ้างอิงมาจากเอกสารทางวิทยาศาสตร์พร้อมๆ กับข้าวของเครื่องใช้ของเธอได้ถูกทำลายไปกับเปลวไฟ แพท คอสเนอร์ซึ่งอายุ 50 ปีและลูกของเธออีก 3 คน ช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นด้วยตัวเองตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา”

คนรู้จักแพท คอสเนอร์ จากงานเขียนเรื่อง “We All Live Downstream” เธอเขียนขึ้นในขณะที่เป็นผู้อำนวยการร่วมของศูนย์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ยูเรกาสปริงส์ ต่อมาเธอเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโครงการรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกา นอกจากการเป็น ”นักกิจกรรมรณรงค์ด้านสารพิษ” ผู้คนรู้จักเธอว่าเป็นผู้มีอารมณ์ขันและใจดี โดดเด่นไม่แพ้วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเธอในเรื่องการลดการใช้สารพิษ แพท คอสเนอร์ยังดำรงไว้ซึ่งเชาว์ปัญญาที่ต่อกรกับพวกนักวิทยาศาสตร์ขี้ฉ้อและคอยทิ่มแทงบริษัทอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษแก่ชุมชนยากจน

บิล วอช อดีตผู้อำนวยการรณรงค์ของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกาบอกผมว่า “แพท คอสเนอร์เป็นผู้นำทางความคิดในการรณรงค์ด้านสารพิษในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงยุค 70 และ 80 ผมได้ยินจากเธอเป็นคนแรกว่าการปล่อยทิ้งของเสียและสารพิษต้องเป็นศูนย์ (zero discharge) เธอทำงานสนับสนุนการเคลื่อนไหวในระดับชุมชนในดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันมิให้เกิดมลพิษ แพท คอสเนอร์มีกัลยาณมิตรมากมายในขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอน เธอย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกธุรกิจอุตสาหกรรมที่เสียผลประโยชน์”

รายงานการสืบสวนการวางเพลิงสรุปว่า มีการราดน้ำมันเชื้อเพลิงเผาบ้านของเธอ โดยทั่วไป บ้านที่โดนเพลิงไหม้จะมีอุณหภูมิไม่เกิน 300-500 องศาฟาเรนท์ไฮต์ในบริเวณพื้นบ้าน และประมาณ 1800 องศาฟาเรนท์ไฮต์ที่ระดับเพดาน ในกรณีของแพท วัสดุที่เป็นโลหะในบ้านถูกหลอมละลายซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิการเผาไหม้อย่างน้อยที่สุดคือ 2700 องศาฟาเรนท์ไฮต์ การวิเคราะห์ยังพบร่องรอยของน้ำมันเชื้อเพลิงในเถ้า และพบซากถังน้ำมันกระจายอยู่ในห้องนั่งเล่น แพทบอกว่า “พวกเขาไม่เพียงแต่เผาบ้าน แต่ยังทิ้งข้อความไว้ว่าพวกเขาทำอะไรลงไปด้วย”

เพื่อนบ้านของเธอในยูเรกาสปริงส์ องค์กรชุมชนและองค์กรชนพื้นเมืองอินเดียนแดงระดมเงินช่วยเหลือเธอได้หลายพันเหรียญเพื่อช่วยสร้างบ้านใหม่ เพื่อนร่วมงานในกรีนพีซร่วมบริจาคอีกมากกว่าหมื่นเหรียญ บ้านที่เธอสร้างขึ้นมีมูลค่าประมาณ 25,000 เหรียญ ส่วนห้องสมุดในบ้านที่รวบรวมหนังสือ รายงาน และบันทึกข้อมูลทางเทคนิคของกรีนพีซที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือที่รวบรวมไว้หลายสิบปีนั้นประมาณค่ามิได้

รายงานเรื่อง “เล่นกับไฟ” ออกเผยแพร่สู่สาธารณะชนอีก 2 เดือนหลังจากบ้านของแพทถูกเผา

การเจรจาระหว่างรัฐบาลเพื่อหามาตรการและกลไกทางกฎหมายระดับโลกเพื่อกำจัดมลพิษตกค้างที่ดำเนินไปกว่าทศวรรษนับจากการประชุมสุดยอกสิ่งแวดล้อมโลกที่ริโอ เดอ จาเนโร ในที่สุดออกดอกออกผลเป็น “อนุสัญญาสต็อกโฮล์มเพื่อกำจัดมลพิษตกค้าง(Stockholm Convention)” และมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายหลังจากมากกว่า 50 ทั่วโลกให้สัตยาบัน การกำจัดสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อคนและสิ่งแวดล้อมให้หมดไปคือภารกิจสำคัญของรัฐบาลทั่วโลก

วันนี้แพท คอสเนอร์ ในวัยเกือบเกษียณได้อำลากรีนพีซแล้ว เธอยังคงทำงานในฐานะ “นักวิทยาศาสตร์อาวุโส” ให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วโลก เธอบอกผมว่าอนาคตที่ปลอดมลพิษเป็นอนาคตที่ท้าทายและหนทางยังอีกยาวไกล…

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading