Taragraphies — Header Component

ผมก็ยังยืนยันว่า อีเวนต์แบบนี้ ไม่ใช่การเอารูปแบบ conference of parties มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของโลกตามที่คุณวรวุธ ศิลปอาชา โฆษณา และนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาอ่านตามสคริปต์

อีเวนต์แบบนี้เป็นได้เพียงการออกร้านโชว์ greenwash ของอุตสาหกรรมฟอสซิล ผ่านการสปอนเซอร์ และ CSR เท่านั้น

ชื่อของอีเวนต์ก็ mislead ควรจะใช้ชื่อว่า Business Forum on Carbon Market จะตรงกว่า สบายใจกว่าเยอะ ท่านจะได้ไม่ต้องโกรธเมื่อนักข่าวตั้งคำถามแรงๆ ว่า ทำไมไม่มีภาคประชาชน ท่านก็สามารถตอบได้ว่า ก็นี่มันเป็น Business Forum

Climate Action หรือปฏิบัติกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องเปิดให้มีพื้นที่(space) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่กระบวนการมีส่วนร่วมที่เป็นประชาธิปไตย(civic space/democratic space) ซึ่งรัฐข้าราชการ/เทคโนแครตไทยไม่แคร์ ในขณะที่ภาคธุรกิจก็ใช้ช่องว่างที่มีอยู่แสวงกำไร ภาคประชาชนกลายเป็น trouble maker เป็นอุปสรรคขัดขวางการการดำเนินการ “ฟอกเขียว” คาร์บอน หรือ การดำเนินการที่เป็นไปตามปกติ (business as usual)

มีบู๊ตจัดนิทรรศการบางบู๊ตในงาน TCAC มี business model ที่มีความยั่งยืนจริงๆ แต่ก็ถูกบดบังด้วย “กระแสฟอกเขียว” ของอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่

มีบู๊ตของเยาวชนจากเครือข่ายที่สร้างขึ้นโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่มุมหนึ่ง เท่าที่เห็น คำถามคือ ทำไมเยาวชนเป็นได้เพียงไม้ประดับในงานนี้ พื้นที่ของเขาในงานที่ถูกออกแบบมาเช่นนี้มีน้อยมาก พวกเขามีศักยภาพและพลังได้มากกว่านี้ พวกเขาชาญฉลาดกว่าผู้ใหญ่ที่ร่วมจัดงานนี้ด้วยซ้ำไป

ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีไร้พลัง ไม่มีแรงบันดาลใจอะไร พูดถึงอนาคตแต่ก็ไม่เห็นอนาคต พูดเนิบนาบไปตามสริปต์ ต้องเงี่ยหูฟังเพราะห้อง Royal Paragon มีความ echo(ยังกะจัดเวทีคอนเสิร์ต) สรุปคือ ฟังไม่รู้เรื่อง ช่วงที่ peak สุดคือ นายกฯ มอบลูกโลกจำลองให้เด็กสองคนบนเวที เป็นนัยว่า ได้ส่งมอบอนาคตให้กับคนอีกรุ่น

อนาคตที่ส่งมอบจะเป็นอย่างไร หาก Climate Action กลายเป็นวาทกรรมของฝ่ายรัฐและอุตสาหกรรมในการดำรงไว้ซึ่งสถานะที่เป็นอยู่(status quo)ของพวกตน

พูดกันตลอดว่า ประเทศไทยเสี่ยงสูงต่อผลกระทบที่เป็นหายนะจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่มีเวทีที่พูดถึง “ความสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage) ซึ่งคิดเป็นตัวเลขหลายแสนล้าน หรือมากกว่า 10-20 % ของ GDP

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading