Taragraphies — Header Component

การที่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมยืนหยัดในหลักการของตนเอง ควรเป็นต้นแบบของการเคลื่อนไหวในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง

เมื่อเดือนที่แล้ว คณะลูกขุนในรัฐนอร์ทดาโคตาตัดสินว่า กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม Greenpeace มีความผิดในบทบาทของตนระหว่างการประท้วงที่ Standing Rock ในปี 2016 โดยสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทพลังงานฟอสซิลยักษ์ใหญ่อย่าง Energy Transfer เป็นเงิน 667 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในมหากาพย์ทางกฎหมายที่กินเวลานานเก้าปี ซึ่งเริ่มต้นจากการที่ Energy Transfer กล่าวหาว่า Greenpeace อยู่เบื้องหลังการประท้วงเหล่านั้น โดยดำเนินการผ่านแคมเปญ “ข้อมูลบิดเบือน” และ “การก่อการร้ายเชิงสิ่งแวดล้อม” และสิ้นสุด — ณ ตอนนี้ — ด้วยคำกล่าวของวุฒิสมาชิก Kevin Cramer แห่งนอร์ทดาโคตาที่ว่า “นี่แหละคือความยุติธรรมในแบบอเมริกัน”

แต่นี่แหละคือความยุติธรรมในแบบอเมริกัน — การไต่สวนอันเต็มไปด้วยคำฟ้องอันโอ่อ่าจากมหาเศรษฐีต่อศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง — และมันไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง

Greenpeace ยืนยันว่า การสนับสนุนผู้ปกป้องแหล่งน้ำที่ Standing Rock สอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร — ซึ่งยืนหยัดในแนวทางการเคลื่อนไหวอย่างสันติมานานกว่า 50 ปี — และไม่มีหลักฐานใดจาก Energy Transfer ที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงข้อนี้เลย

ไม่มีหลักฐานใดในการพิจารณาคดีที่แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของ Greenpeace มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงหรือการทำลายทรัพย์สิน หรือชี้ให้เห็นว่าทวีตหรืออีเมลของ Greenpeace เป็นสาเหตุให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตหรือการถอนการลงทุนทางการเงิน การตัดสินคดีนี้อาศัยเพียง “ความรู้สึก” เป็นหลัก — และพูดตามตรง บรรยากาศต่อ Greenpeace ในนอร์ทดาโคตาไม่ดีเอาเสียเลย

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องทั้งหมด

นี่ไม่ใช่แค่การล้มล้างองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่างเป็นพิธีกรรมเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบของคุณค่า กลยุทธ์ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสำหรับองค์กรที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงถึงขั้นอยู่รอดจากอำนาจของชนชั้นปกครอง

ในขณะที่สถาบันขนาดใหญ่เก่าแก่หลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, หนังสือพิมพ์ The Washington Post และสำนักงานกฎหมายชื่อดังหลายแห่ง กำลังคำนวณความเสี่ยงใหม่ และหาข้ออ้างในการยอมจำนนต่อเผด็จการที่กำลังผงาดขึ้น —Greenpeace เลือกที่จะยืนเคียงข้างพันธมิตรของตน

Greenpeace ไม่ยอมอ่อนข้อ รับข้อเสนอประนีประนอมที่ต้องแลกมากับการทรยศต่อชุมชนชนพื้นเมือง และการลดทอนผลกระทบของท่อส่งน้ำมัน Dakota Access แม้ในระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อสถานการณ์ดูเลวร้าย องค์กรก็ไม่โยนความผิดให้กัลยาณมิตรกลุ่มเล็กๆ เพื่อปกป้องตัวเอง

ท้ายที่สุด Greenpeace ยังคงยึดมั่นในคุณค่าของตน — รวมถึงหลักการสำหรับการจัดตั้งขบวนการอย่างเป็นประชาธิปไตย(the movement’s Jemez Principles for Democratic Organizing) ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วม การขับเคลื่อนจากระดับล่างและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน — ตลอดจนนโยบายว่าด้วยชนพื้นเมืองของ Greenpeace สหรัฐฯ ที่ยืนยันถึงความเคารพในผู้นำและอธิปไตยของชนพื้นเมืองอย่างชัดเจน

Greenpeace แพ้คดีความ — แต่ยังรักษาจิตวิญญาณไว้ได้

ในฐานะองค์กรแนวร่วม Greenpeace ไม่ได้ทำถูกต้องไปเสียทุกเรื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา — ห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มแบบ “Big Green” ที่เน้นการจัดการจากบนลงล่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความหิวแสงของ Greenpeace ซึ่งบางครั้งก็กลบความเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น หรือแม้แต่แย่งเครดิตจากคนที่ลงมือจริง

แต่อย่างหนึ่งที่ Greenpeace ในสหรัฐฯ ยึดถือมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา คือความมุ่งมั่นเชิงสถาบันต่อ “หน้าที่ในการดูแล” (duty of care) — คำสัญญาว่า หากคุณร่วมเสี่ยงไปกับ Greenpeace เพื่อความยุติธรรม องค์กรจะทำทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาความรับผิดชอบนั้น

แก่นของ duty of care ในองค์กรอย่าง Greenpeace คือการทุ่มเทดูแลความปลอดภัยทั้งทางกายภาพ ทางกฎหมาย และทางจิตใจของนักเคลื่อนไหวและพันธมิตรในชุมชน มันไม่ใช่แค่การแบ่งปันคำร้องหรือการสร้างการรับรู้ แต่คือการสร้างตาข่ายความปลอดภัยแบบองค์รวม สำหรับผู้ที่ยอมเสี่ยงเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

Duty of care คือการปลูกฝังวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน มันเปลี่ยนการเคลื่อนไหวจากการเสียสละแบบวีรบุรุษเดี่ยว ๆ ไปสู่ขบวนการร่วม ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

หน้าที่นี้หมายถึงการต้องตัดสินใจเรื่องยาก ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง โดยยึดมั่นในคุณค่าและความปลอดภัยของขบวนการเคลื่อนไหวโดยรวม แม้ว่าการตัดสินใจนั้นอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายหรือการเงินมากยิ่งขึ้น — หรืออาจถึงขั้นทำให้องค์กรต้องล่มสลายก็ตาม

ตลอดระยะเวลา 9 ปีของคดีความนี้ Greenpeace ยังคงรักษาจริยธรรมแห่งการดูแลอย่างมั่นคง สนับสนุนนักเคลื่อนไหวของตนในภาคสนาม รวมถึงพันธมิตร ด้วยการให้ความคุ้มครองทางกฎหมาย และแบกรับความเสียหายด้านภาพลักษณ์เมื่อจำเป็น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด duty of care ที่กว้างขึ้น Greenpeace วางแผนรับมือความเสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงเมื่อทำได้ และแบ่งเบาความเสี่ยงเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน้าที่นี้ยังหมายถึงการไม่ผลักภาระหรือผลกระทบไปให้พันธมิตรที่เปราะบางกว่า แม้ในกรณีนี้จะหมายถึงความเสียหายนับร้อยล้านดอลลาร์ก็ตาม

Greenpeace เข้าใจดีว่าการยืนหยัดเคียงข้าง Standing Rock ก็คือการยอมรับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะตามมา — แม้ว่าสิ่งที่ตามมานั้นจะเป็นการคุกคามทางกฎหมาย ความขัดแย้งภายใน หรือความเสี่ยงต่อการล้มละลายก็ตาม นั่นแหละคือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง: การยืนหยัดแม้รู้ว่าการยืนหยัดนั้นอาจต้องแลกด้วยทุกสิ่ง

นี่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจบนหลักการ — แต่มันคือยุทธศาสตร์ของขบวนการ เพราะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ หน้าที่ในการดูแล คือเนื้อเยื่อที่เชื่อมโยงและหล่อเลี้ยงขบวนการให้รอดพ้นจากการปราบปรามทางกฎหมาย ความรุนแรงจากรัฐ และการบิดเบือนจากภาคธุรกิจ ในยุคที่เผด็จการฟื้นคืนชีพ และการใช้กฎหมายเป็นอาวุธโดยบริษัทเอกชนแพร่ระบาด คุณค่าเหล่านี้ไม่ใช่แค่สูงส่ง — แต่มันคือสิ่งจำเป็น

ซึ่งพาเรากลับมาที่คดีนี้อีกครั้ง

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา คดีฟ้องร้องเชิงกลยุทธ์ต่อการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPP) โดย Energy Transfer ได้สูบกินเวลา ทรัพยากร เงินทุน กำลังใจ และแรงขับเคลื่อนของ Greenpeace ไปอย่างมหาศาล มันก่อให้เกิดรอยร้าวภายในองค์กร และทำให้การลงมืออย่างกล้าหาญต้องชะงักงัน แต่แม้สถานการณ์ทางกฎหมายจะเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีข่าวลือเรื่อง “ทางลง” ที่เป็นไปได้ Greenpeace ก็ยังคงปฏิเสธที่จะทรยศต่อพันธมิตรของตน

ช่วงเวลาสำคัญที่สุดมาถึงเมื่อต้นเรื่องมีการเสนอข้อตกลงยุติคดี — ก่อนที่คดีจะเข้าสู่การพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ

รายละเอียดของข้อเสนอค่อนข้างคลุมเครือ และไม่มีฝ่ายใดยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่โดยสรุปแล้ว Energy Transfer พร้อมจะยกเลิกการฟ้องร้องหาก Greenpeace ยอมทำบางสิ่ง เช่น เห็นด้วยกับมุมมองของ Energy Transfer ว่าพื้นที่ใดเป็นหรือไม่เป็นดินแดนชนเผ่าที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ยอมรับต่อสาธารณะว่านักเคลื่อนไหวบางคนเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ Standing Rock และแถลงอย่างเป็นทางการว่าท่อส่งน้ำมัน Dakota Access บางช่วงนั้นปลอดภัย — หรืออย่างน้อยก็ยังไม่เคยรั่วไหลลงแหล่งน้ำในตอนนั้น

สุดท้าย ข้อตกลงก็ไม่เกิดขึ้น คดีเข้าสู่การพิจารณาและ Greenpeace ก็แพ้คดี

แม้ว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ แต่ Greenpeace ก็ไม่มีทางจ่ายเงิน 667 ล้านดอลลาร์ตามที่คณะลูกขุนสั่งได้อย่างแน่นอน

เพราะแน่นอนว่า คดีนี้ไม่เคยเกี่ยวกับ “เงิน” เลยจริง ๆ มูลค่าตลาดของ Energy Transfer ในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ 55,000 ล้านดอลลาร์ แล้ว 667 ล้านจะสำคัญอะไรนัก? คดี SLAPP นี้มีเป้าหมายเพื่อถ่วงเวลา สร้างความแตกแยก ซ้ำเติมรอยร้าวระหว่างกลุ่มภายในและพันธมิตรภายนอก และแยกเป้าหมายออกจากเครือข่าย มันมีไว้เพื่อทำให้ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว

และมันก็ได้ผล — อย่างที่เห็น

คดี SLAPP ของ Energy Transfer ได้กัดกินเวลา ทรัพยากร และพลังงานของ Greenpeace ไปเกือบหนึ่งทศวรรษ ขณะที่คดีคืบหน้าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย Greenpeace ก็ถอยลึกเข้าไปในสภาวะ “ฝังตัวในบังเกอร์” มากขึ้นเรื่อย ๆ ความกลัวและความลังเลใจเริ่มคืบคลานเข้ามา ขวัญกำลังใจของพนักงานตกต่ำลง กลยุทธ์แบบดั้งเดิมของ Greenpeace — เช่น การเคาะประตูขอคำมั่นสัญญานอกซูเปอร์มาร์เก็ต การไล่กดดันพวกเดโมแครตสายกลาง หรือการแสดงเชิงสัญลักษณ์หน้าสำนักงานใหญ่บริษัทใหญ่ — กลับไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้เหมือนเดิม

เอกสารการเงินสาธารณะระบุว่า ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2023 Greenpeace เริ่มเดิมพันหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ยังดู “เกี่ยวข้องกับยุคสมัย” — แต่ไม่มีแคมเปญไหนที่ได้รับความสนใจเทียบเท่ากับยุคที่เคย “ช่วยชีวิตวาฬขั้วโลกหรือป่าเขตร้อน” ได้เลย หลังจากหลายปีแห่งการดำเนินงานแบบประหยัดและควบคุมการเงินอย่างเข้มงวด หนี้สินของ Greenpeace ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นในการนิยามภาพลักษณ์ขององค์กรนักเคลื่อนไหวในจินตนาการของสาธารณะ ไม่ใช่ในฐานะขบวนการรากหญ้าอีกต่อไป แต่เป็นหน่วยราชการของระบบองค์กรไม่แสวงหากำไรแบบ “Georgetown-to-Berkeley” — กลุ่มชนชั้นกลางชายฝั่งจบปริญญาโท มีเงินเก็บ มีที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ และได้รับค่าจ้างในการประท้วง โดยไม่มีความเชื่อมโยงกับความยากลำบากในชีวิตจริงของผู้คนเลย

คดีความดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนจะเป็นแค่คดีจุกจิกที่ท้ายที่สุดจะยุติลงเองโดยไม่ต้องใส่ใจมากนัก — จนกระทั่งในปี 2024 จู่ ๆ ก็ปรากฏแนวโน้มว่าคดีนี้อาจถูกนำขึ้นพิจารณาอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ต้องส่งมอบโทรศัพท์และประวัติการแชตใน Slack ให้กับทีมกฎหมาย ถูกเรียกขึ้นให้การ ภายในองค์กรเริ่มก่อตัวเป็นวัฒนธรรมของความไม่ไว้ใจกันและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง จนบางครั้ง “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กลายเป็น “ต่างคนต่างเอาตัวรอด”

นั่นแหละคืออันตรายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือบรรทัดฐานใหม่ — ที่บอกว่า การยืนหยัดเคียงข้างกันอาจทำให้คุณล้มละลาย การแบ่งปันความเสี่ยงคือภาระที่ควรหลีกเลี่ยง เบี่ยงเบน หรือปฏิเสธ แต่ Greenpeace ไม่เลือกทางนั้น

เรายังไม่รู้ว่า Greenpeace จะรอดพ้นจากคำตัดสินนี้อย่างไร ค่าเสียหายที่ถูกตัดสินนั้นเกินจริง — เป็นสัญลักษณ์มากกว่าที่จะเรียกเก็บได้จริง แต่คดี SLAPP นี้ก็ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของมัน มันแยก Greenpeace ออกมาเดี่ยวๆ สร้างความไม่ไว้วางใจ และทำให้คนอื่นๆ กลัวจนเงียบเสียงลง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยังคงอยู่ — และนั่นสำคัญพอๆ กับเงิน ถ้าไม่มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะขบวนการเคลื่อนไหวจำเป็นต้องมีองค์กรที่พร้อมรับน้ำหนัก จำเป็นต้องมีกลุ่มที่ไม่สะทกสะท้านเมื่อรัฐหรือทุนใหญ่เคาะประตูเข้ามา และต้องมีโครงสร้างที่ไม่หายวับไปกับความเสี่ยงแรกที่ปรากฏตัว

ในแง่นี้ Greenpeace แสดงให้เห็นรูปแบบของการต่อต้านที่เราจะยิ่งต้องการมากขึ้นในอีกสี่ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย และแม้ช่วงเวลานี้อาจเป็นจุดจบของ Greenpeace สหรัฐฯ ในรูปแบบที่เราเคยรู้จักกันมา แต่อย่าให้มันจบลงเพียงเท่านั้น — ให้มันเป็นจุดเริ่มต้นของพันธะสัญญาที่กว้างไกลยิ่งขึ้นทั่วทั้งขบวนการว่า “หน้าที่ในการดูแล(duty of care) ไม่ใช่แค่หัวข้อหนึ่งใน Google Docs แต่มันคือหลักการ มันคือยุทธศาสตร์ และคือหัวใจของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เรียบเรียงจาก https://www.rollingstone.com/politics/political-commentary/greenpeace-lost-standing-rock-trial-1235314542/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTEAAR4AlV74Vyx9jNDJrnJNkAJbQSc074FBP-9KoWp5IK3X9YupUdRx8o9BQ1z3tA_aem_wwMeCztDc4HKRZStDYbHtQ เขียนโดย Travis Nichols อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ Greenpeace สหรัฐฯ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการของ Instrumental Comms และยังเป็นนักเขียนและบรรณาธิการที่อาศัยอยู่ในเมืองแอตแลนตา

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading