ต้นทุนของถ่านหิน : เมืองอิโลอิโลยืนหยัดสู้ “ถ่านหินยักษ์”

เมืองอิโลอิโล(Iloilo) ที่ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “หัวใจของฟิลิปปินส์” มีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองฝ่าย เหตุผลน่ะหรือ? นั่นก็เพราะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่นั่นเอง เมื่อคุณเข้าไปในเมือง ก็จะเห็นการแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน มีป้ายนับร้อยๆ แขวนอยู่ทั่วเมือง ครึ่งหนึ่งบอกว่า “ถ่านหินนี่แหละใช่!” แต่อีกครึ่งกลับบอกว่า “เราไม่เอาถ่านหิน!” และหากพิจารณาดูป้ายเหล่านั้นให้ดีๆ กลุ่มที่ตอบว่าใช่นั้น ป้ายของพวกเขาดูมีราคาและใช้การพิมพ์อย่างมืออาชีพ แต่พวกที่ตอบว่าไม่นั้นเกือบทั้งหมดเป็นป้ายที่เขียนเอง นี่คือปัญหาส่วนหนึ่ง การสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่นั้นมาจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มนักธุรกิจผู้ร่ำรวย ตรงกันข้ามฝ่ายที่คัดค้านกลับมาจากกลุ่มคนจำนวนมากและหลากหลายในสังคมรวมไปถึงโบสถ์คาทอลิกที่มีบารมีกว้างขวาง แพทย์ ศาสตราจารย์ วิศวกร นักธุรกิจผู้รู้แจ้ง ผู้นำประชาสังคมและนักเรียนนักศึกษา ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ได้ปรากฏให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน นั่นก็คือ แทนที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อคนยากจนอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีอาร์โรโยกลับสนับสนุนเอกชนและการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินของฟิลิปปินส์แทน อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้คัดค้านก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มไรส์(RISEs)ลุกฮือ แม้กลุ่มผู้คัดค้านจะมาจากหลากพื้นเพ แต่พวกเขาก็รวมกันเป็นกลุ่มเป็นระบบได้ ในปี 2546 ประชาชนกลุ่มนี้ได้ก่อตั้งกลุ่ม Responsible Ilongos for Sustainable Energy (RISE) ขึ้นมา เป้าหมายอันดับแรกของพวกเขาก็คือการหยุดยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หมู่บ้านประมงอะจุย(Ajuy) ในตอนเหนือของอิโลอิโลและรณรงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน กลุ่มไรส์(RISE) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในทันทีเมื่อสามารถทำให้โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หมู่บ้านประมงอะจุยต้องเลื่อนออกไป จนกระทั่งผู้ให้เงินทุนซึ่งก็คือ เค็บโก(KEPCO) ถอนตัวและถ่ายโอนโครงการไปยังตอนใต้ของเมืองชายฝั่งในบาบาเต้ (Banate) โดยหวังว่าจะเผชิญกับการคัดค้านน้อยลง และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่กลุ่มไรส์(RISE) โน้มน้าวให้คณะกรรมการจังหวัดปฏิเสธข้อเสนอโครงการสำเร็จ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings